คลังบทความของบล็อก

ล่าสุด

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เวียดนามเหนือ ฮานอย ฮาลองเบย์ ซาปา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เวียดนามเหนือ ฮานอย ฮาลองเบย์ ซาปา แสดงบทความทั้งหมด

• ชาวไทดำ
• ชาวไทดำ หรือ ชาวลาวโซ่ง เป็นกลุ่มชาวไทกลุ่มหนึ่ง ที่มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในเขตสิบสองจุไทเดิม หรือบริเวณลุ่มแม่น้ำดำ และแม่น้ำแดงในเวียดนามเหนือ ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ดั้งเดิมของชาวไทยมี ชาวไทดำ ชาวไทแดง และชาวไทขาว
• ในสมัยที่ฝรั่งเศสเข้ามาปกครองเวียดนาม และลาว พวกเขาได้เรียกชนเผ่าที่อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำดำว่า ไทดำ ที่เรียกว่าไทดำ เพราะว่ากลุ่มชนเผ่าไทดังกล่าว นิยมสวมเสื้อผ้าสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งย้อมด้วยต้นหอมหรือต้นคราม
ประวัติการอพยพของชาวไทดำสู่ประเทศไทย
• ในปี พ.ศ. 2438 และ ปี พ.ศ. 2439 ได้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ของชาวผู้ไทขึ้น สาเหตุก็มาจากศึกสงครามแย่งชิงอำนาจกัน ระหว่างบรรดาหัวหน้าของไทดำกลุ่มต่างๆ ในแคว้นสิบสองจุไท พวกเขาจึงได้อพยพเข้ามาในประเทศลาว และ ในภาคอีสานของประเทศไทย
• ในประเทศลาวนั้น ชาวไทดำส่วนมากได้ตั้งถิ่นฐานใน แขวงหลวงน้ำทา แขวงบ่อแก้ว แขวงอุดมชัย พงสาลี หัวพัน ซำเหนือ และแขวงต่างๆที่อยู่ทางภาคเหนือของประเทศลาว ส่วนในประเทศไทยนั้น ก็อพยพเข้ามาด้วยเช่นกัน โดยส่วนมากได้ตั้งถิ่นฐานในจังหวัดในภาคอีสานตอนบน เช่น อำเภอเรณูนคร อำเภอธาตุพนม และ อำเมืองเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม
• ในช่วงระหว่าง ปี พ.ศ. 2496 จนถึงปี พ.ศ. 2497 ได้เกิดสงครามในเมืองเดียนเบียนฟู ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองของแคว้นสิบสองจุไทเดิม ชาวผู้ไทจึงได้อพยพหลบหนีการเกณฑ์ทหารของฝรั่งเศส เข้ามาในประเทศลาวและไทยอีกครั้ง
• ชาวไทดำในประเทศไทย
• ในประเทศไทย คนไทยเรียกเรียกชาวไทดำว่า ลาวโซ่ง โซ่งนั้นน่าจะมาจากคำว่า ซ่วง หรือ ซ่ง ซึ่งเป็นภาษาไทดำ แปลว่ากางเกง เพราะว่าชาวไทดำเหล่านี้สวมกางเกงสีดำ
• ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ครั้นพระองค์ทรงไปตีกรุงเวียงจันทน์ ในปี พ.ศ. 2322 พระองค์ทรงได้กวาดต้อนชาวไทดำที่อพยพมาจากสิบสองจุไท ส่งไปตั้งถิ่นฐานที่เมืองเพชรบุรี และต่อมาในปี พ.ศ. 2335 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและในปี พ.ศ. 2381 สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ก็ทรงยกทัพไปตีเวียงจันทน์ และก็ได้กวาดต้อนชาวไทดำมาอีก ซึ่งในปัจจุบันตั้งถิ่นฐานกระจายกันอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัด เช่น ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี พิจิตร พิษณุโลก กาญจนบุรี ลพบุรี สระบุรี ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ปัจจุบันเรียกคนเหล่านี้ว่า ชาวไทยโซ่ง


ไทดำ เดียนเบียนฟู เมืองแห่งชนชาติไท


• ชาวไทดำ
• ชาวไทดำ หรือ ชาวลาวโซ่ง เป็นกลุ่มชาวไทกลุ่มหนึ่ง ที่มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในเขตสิบสองจุไทเดิม หรือบริเวณลุ่มแม่น้ำดำ และแม่น้ำแดงในเวียดนามเหนือ ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ดั้งเดิมของชาวไทยมี ชาวไทดำ ชาวไทแดง และชาวไทขาว
• ในสมัยที่ฝรั่งเศสเข้ามาปกครองเวียดนาม และลาว พวกเขาได้เรียกชนเผ่าที่อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำดำว่า ไทดำ ที่เรียกว่าไทดำ เพราะว่ากลุ่มชนเผ่าไทดังกล่าว นิยมสวมเสื้อผ้าสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งย้อมด้วยต้นหอมหรือต้นคราม
ประวัติการอพยพของชาวไทดำสู่ประเทศไทย
• ในปี พ.ศ. 2438 และ ปี พ.ศ. 2439 ได้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ของชาวผู้ไทขึ้น สาเหตุก็มาจากศึกสงครามแย่งชิงอำนาจกัน ระหว่างบรรดาหัวหน้าของไทดำกลุ่มต่างๆ ในแคว้นสิบสองจุไท พวกเขาจึงได้อพยพเข้ามาในประเทศลาว และ ในภาคอีสานของประเทศไทย
• ในประเทศลาวนั้น ชาวไทดำส่วนมากได้ตั้งถิ่นฐานใน แขวงหลวงน้ำทา แขวงบ่อแก้ว แขวงอุดมชัย พงสาลี หัวพัน ซำเหนือ และแขวงต่างๆที่อยู่ทางภาคเหนือของประเทศลาว ส่วนในประเทศไทยนั้น ก็อพยพเข้ามาด้วยเช่นกัน โดยส่วนมากได้ตั้งถิ่นฐานในจังหวัดในภาคอีสานตอนบน เช่น อำเภอเรณูนคร อำเภอธาตุพนม และ อำเมืองเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม
• ในช่วงระหว่าง ปี พ.ศ. 2496 จนถึงปี พ.ศ. 2497 ได้เกิดสงครามในเมืองเดียนเบียนฟู ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองของแคว้นสิบสองจุไทเดิม ชาวผู้ไทจึงได้อพยพหลบหนีการเกณฑ์ทหารของฝรั่งเศส เข้ามาในประเทศลาวและไทยอีกครั้ง
• ชาวไทดำในประเทศไทย
• ในประเทศไทย คนไทยเรียกเรียกชาวไทดำว่า ลาวโซ่ง โซ่งนั้นน่าจะมาจากคำว่า ซ่วง หรือ ซ่ง ซึ่งเป็นภาษาไทดำ แปลว่ากางเกง เพราะว่าชาวไทดำเหล่านี้สวมกางเกงสีดำ
• ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ครั้นพระองค์ทรงไปตีกรุงเวียงจันทน์ ในปี พ.ศ. 2322 พระองค์ทรงได้กวาดต้อนชาวไทดำที่อพยพมาจากสิบสองจุไท ส่งไปตั้งถิ่นฐานที่เมืองเพชรบุรี และต่อมาในปี พ.ศ. 2335 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและในปี พ.ศ. 2381 สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ก็ทรงยกทัพไปตีเวียงจันทน์ และก็ได้กวาดต้อนชาวไทดำมาอีก ซึ่งในปัจจุบันตั้งถิ่นฐานกระจายกันอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัด เช่น ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี พิจิตร พิษณุโลก กาญจนบุรี ลพบุรี สระบุรี ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ปัจจุบันเรียกคนเหล่านี้ว่า ชาวไทยโซ่ง




• เดียนเบียนฟู
• เดียนเบียนฟู เป็นจังหวัดหนึ่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม ห่างจากกรุงฮานอยประมาณ 200 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกห่างจากชายแดนประเทศลาวเพียง 35 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นที่ราบล้อมรอบด้วยภูเขาสูง และเป็นสมรภูมิรบอันลือลั่นในช่วงสงครามอินโดจีนครั้งแรก (พ.ศ. 2489 - 2497) ซึ่งเป็นการสู้รบระหว่างกองทัพฝรั่งเศสกับกองทัพฝ่ายต่อต้านการครอบครองของชาวเวียดนาม นำโดยโฮจิมินห์ ที่เรียกว่ากองทัพเวียดมินห์ การสู้รบครั้งนี้สิ้นสุดด้วยการพ่ายแพ้อย่างไม่น่าเชื่อของกองทัพฝรั่งเศส ที่มีทั้งกำลังคนและอาวุธทันสมัยกว่า และได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา
• การรบที่เดียนเบียนฟู เริ่มขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2497 เดิมทีฝรั่งเศสได้ยึดป้อมเดียนเบียนฟูที่อยู่กลางหุบเขาไว้ได้ ซึ่งนับเป็นจุดยุทธศาสตร์ เพราะมีชัยภูมิที่เป็นภูเขาล้อมรอบ ทำให้ยากแก่การเข้าโจมตี โดยฝรั่งเศสตั้งเป้าว่า ตราบใดที่รักษาเดียนเบียนฟูไว้ เวียดมินห์ก็ไม่สามารถรุกต่อไปได้ และจะกลายเป็นขวากหนามที่คอยกันไม่ให้เวียดมินห์เคลื่อนทหารได้ตามความต้องการ แต่ในขณะที่ฝรั่งเศส มีกำลังมั่นใจในความแข็งแกร่งของป้อมเดียนเบียนฟูอยู่นั้น โฮจิมินห์ได้อาศัยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของทหารประชาชน ซึ่งถอดปืนใหญ่ออกเป็นชิ้นๆ แล้วขนลำเลียงขึ้นไปบนยอดเขารอบเมืองเดียนเบียนฟูอย่างลำบากยากเย็น ครั้นประกอบปืนใหญ่เสร็จ ทหารเวียดมินห์ที่อยู่ตามยอดเขารอบป้อมเดียนเบียนฟู ก็ระดมยิงปืนใหญ่เข้าตีป้อมของฝรั่งเศสอย่างพร้อมเพรียงกัน จนป้อมเดียนเบียนฟูแตก ฝรั่งเศสต้องยอมพ่ายแพ้และถอนตัวไปจากเวียดนามในที่สุด การรบครั้งนี้ถือว่าเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของชาติเอเชียอาคเนย์เหนือชาติมหาอำนาจตะวันตก ขณะที่ข้อตกลงในการประชุมเจนีวาเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 1954 แบ่งเวียดนามออกเป็นเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ด้วยเส้นขนานที่ 17 ก่อนที่สงครามอินโดจีนครั้งที่ 2 หรือสงครามเวียดนามจะเกิดตามมาอีกใน 3 ปีถัดมา โดยสหรัฐฯเข้ามามีบทบาทในการสู้รบและก็พ่ายแพ้ไปในที่สุดเช่นกัน

• ชาวไทดำ หรือ ชาวลาวโซ่ง เป็นกลุ่มชาวไทกลุ่มหนึ่ง ที่มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในเขตสิบสองจุไทเดิม หรือบริเวณลุ่มแม่น้ำดำและแม่น้ำแดงในเวียดนามเหนือ ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ดั้งเดิมของ ชาวไทดำ ชาวไทแดง และชาวไทขาว
   ในสมัยที่ฝรั่งเศสเข้ามาปกครองเวียดนาม และลาว พวกเขาได้เรียกชนเผ่าที่อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำดำว่า ไทดำ ที่เรียกว่าไทดำ เพราะว่ากลุ่มชนเผ่าไทดังกล่าว นิยมสวมเสื้อผ้าสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งย้อมด้วยต้นหอมหรือต้นคราม
• การอพยพของชาวไทดำสู่ประเทศไทย
• ในปี พ.ศ. 2438 และ ปี พ.ศ. 2439 ได้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ของชาวผู้ไทขึ้น สาเหตุก็มาจากศึกสงครามแย่งชิงอำนาจกัน ระหว่างบรรดาหัวหน้าของไทดำกลุ่มต่างๆ ในแคว้นสิบสองจุไท พวกไทดำจึงได้อพยพเข้ามาในประเทศลาวและในภาคอีสานของประเทศไทย
ในประเทศลาวนั้น ชาวไทดำส่วนมากได้ตั้งถิ่นฐานใน แขวงหลวงน้ำทา แขวงบ่อแก้ว แขวงอุดมชัย แขวงหัวพัน และ แขวงซำเหนือ ส่วนในในประเทศไทยนั้น ก็อพยพเข้ามาด้วยเช่นกัน โดยมา้ตั้งถิ่นฐานในภาคอีสานตอนบน เช่น จังหวัดนครพนม, กาฬสินธุ์, มุกดาหาร, ร้อยเอ็ด และ สกลนคร
• ในช่วงระหว่าง ปี พ.ศ. 2496 จนถึงปี พ.ศ. 2497 ได้เกิดสงครามในเมืองเดียนเบียนฟู ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองของแคว้นสิบสองจุไทเดิม ชาวผู้ไทจึงได้อพยพหลบหนีการเกณฑ์ทหารของฝรั่งเศส เข้ามาในประเทศลาวและในประเทศไทยอีกระรอบ
• ชาวไทดำในประเทศไทย
ในประเทศไทย คนไทยเรียกเรียกชาวไทดำว่า ลาวโซ่ง คำว่า “โซ่ง” นั้นน่าจะมาจากคำว่า ซ่วง หรือ ซ่ง ซึ่งเป็นภาษาไทดำ แปลว่ากางเกง เพราะว่าชาวไทดำเหล่านี้สวมกางเกงสีดำ
• ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ครั้นพระองค์ทรงไปตีกรุงเวียงจันทน์ ในปี พ.ศ. 2322 พระองค์ทรงได้กวาดต้อนชาวไทดำที่อพยพมาจากสิบสองจุไท ส่งไปตั้งถิ่นฐานที่เมืองเพชรบุรี และต่อมาในปี พ.ศ. 2335 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและในปี พ.ศ. 2381 สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ก็ทรงยกทัพไปตีเวียงจันทน์ และก็ได้กวาดต้อนชาวไทดำมาอีก ซึ่งในปัจจุบันตั้งถิ่นฐานกระจายกันอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัด เช่น ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี พิจิตร พิษณุโลก กาญจนบุรี ลพบุรี สระบุรี ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ปัจจุบันเรียกคนเหล่านี้ว่า ชาวไทยโซ่ง


เดียนเบียนฟู เมืองสมรภูมิฝรั่งเศส


• เดียนเบียนฟู
• เดียนเบียนฟู เป็นจังหวัดหนึ่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม ห่างจากกรุงฮานอยประมาณ 200 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกห่างจากชายแดนประเทศลาวเพียง 35 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นที่ราบล้อมรอบด้วยภูเขาสูง และเป็นสมรภูมิรบอันลือลั่นในช่วงสงครามอินโดจีนครั้งแรก (พ.ศ. 2489 - 2497) ซึ่งเป็นการสู้รบระหว่างกองทัพฝรั่งเศสกับกองทัพฝ่ายต่อต้านการครอบครองของชาวเวียดนาม นำโดยโฮจิมินห์ ที่เรียกว่ากองทัพเวียดมินห์ การสู้รบครั้งนี้สิ้นสุดด้วยการพ่ายแพ้อย่างไม่น่าเชื่อของกองทัพฝรั่งเศส ที่มีทั้งกำลังคนและอาวุธทันสมัยกว่า และได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา
• การรบที่เดียนเบียนฟู เริ่มขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2497 เดิมทีฝรั่งเศสได้ยึดป้อมเดียนเบียนฟูที่อยู่กลางหุบเขาไว้ได้ ซึ่งนับเป็นจุดยุทธศาสตร์ เพราะมีชัยภูมิที่เป็นภูเขาล้อมรอบ ทำให้ยากแก่การเข้าโจมตี โดยฝรั่งเศสตั้งเป้าว่า ตราบใดที่รักษาเดียนเบียนฟูไว้ เวียดมินห์ก็ไม่สามารถรุกต่อไปได้ และจะกลายเป็นขวากหนามที่คอยกันไม่ให้เวียดมินห์เคลื่อนทหารได้ตามความต้องการ แต่ในขณะที่ฝรั่งเศส มีกำลังมั่นใจในความแข็งแกร่งของป้อมเดียนเบียนฟูอยู่นั้น โฮจิมินห์ได้อาศัยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของทหารประชาชน ซึ่งถอดปืนใหญ่ออกเป็นชิ้นๆ แล้วขนลำเลียงขึ้นไปบนยอดเขารอบเมืองเดียนเบียนฟูอย่างลำบากยากเย็น ครั้นประกอบปืนใหญ่เสร็จ ทหารเวียดมินห์ที่อยู่ตามยอดเขารอบป้อมเดียนเบียนฟู ก็ระดมยิงปืนใหญ่เข้าตีป้อมของฝรั่งเศสอย่างพร้อมเพรียงกัน จนป้อมเดียนเบียนฟูแตก ฝรั่งเศสต้องยอมพ่ายแพ้และถอนตัวไปจากเวียดนามในที่สุด การรบครั้งนี้ถือว่าเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของชาติเอเชียอาคเนย์เหนือชาติมหาอำนาจตะวันตก ขณะที่ข้อตกลงในการประชุมเจนีวาเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 1954 แบ่งเวียดนามออกเป็นเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ด้วยเส้นขนานที่ 17 ก่อนที่สงครามอินโดจีนครั้งที่ 2 หรือสงครามเวียดนามจะเกิดตามมาอีกใน 3 ปีถัดมา โดยสหรัฐฯเข้ามามีบทบาทในการสู้รบและก็พ่ายแพ้ไปในที่สุดเช่นกัน

• ชาวไทดำ หรือ ชาวลาวโซ่ง เป็นกลุ่มชาวไทกลุ่มหนึ่ง ที่มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในเขตสิบสองจุไทเดิม หรือบริเวณลุ่มแม่น้ำดำและแม่น้ำแดงในเวียดนามเหนือ ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ดั้งเดิมของ ชาวไทดำ ชาวไทแดง และชาวไทขาว
   ในสมัยที่ฝรั่งเศสเข้ามาปกครองเวียดนาม และลาว พวกเขาได้เรียกชนเผ่าที่อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำดำว่า ไทดำ ที่เรียกว่าไทดำ เพราะว่ากลุ่มชนเผ่าไทดังกล่าว นิยมสวมเสื้อผ้าสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งย้อมด้วยต้นหอมหรือต้นคราม
• การอพยพของชาวไทดำสู่ประเทศไทย
• ในปี พ.ศ. 2438 และ ปี พ.ศ. 2439 ได้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ของชาวผู้ไทขึ้น สาเหตุก็มาจากศึกสงครามแย่งชิงอำนาจกัน ระหว่างบรรดาหัวหน้าของไทดำกลุ่มต่างๆ ในแคว้นสิบสองจุไท พวกไทดำจึงได้อพยพเข้ามาในประเทศลาวและในภาคอีสานของประเทศไทย
ในประเทศลาวนั้น ชาวไทดำส่วนมากได้ตั้งถิ่นฐานใน แขวงหลวงน้ำทา แขวงบ่อแก้ว แขวงอุดมชัย แขวงหัวพัน และ แขวงซำเหนือ ส่วนในในประเทศไทยนั้น ก็อพยพเข้ามาด้วยเช่นกัน โดยมา้ตั้งถิ่นฐานในภาคอีสานตอนบน เช่น จังหวัดนครพนม, กาฬสินธุ์, มุกดาหาร, ร้อยเอ็ด และ สกลนคร
• ในช่วงระหว่าง ปี พ.ศ. 2496 จนถึงปี พ.ศ. 2497 ได้เกิดสงครามในเมืองเดียนเบียนฟู ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองของแคว้นสิบสองจุไทเดิม ชาวผู้ไทจึงได้อพยพหลบหนีการเกณฑ์ทหารของฝรั่งเศส เข้ามาในประเทศลาวและในประเทศไทยอีกระรอบ
• ชาวไทดำในประเทศไทย
ในประเทศไทย คนไทยเรียกเรียกชาวไทดำว่า ลาวโซ่ง คำว่า “โซ่ง” นั้นน่าจะมาจากคำว่า ซ่วง หรือ ซ่ง ซึ่งเป็นภาษาไทดำ แปลว่ากางเกง เพราะว่าชาวไทดำเหล่านี้สวมกางเกงสีดำ
• ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ครั้นพระองค์ทรงไปตีกรุงเวียงจันทน์ ในปี พ.ศ. 2322 พระองค์ทรงได้กวาดต้อนชาวไทดำที่อพยพมาจากสิบสองจุไท ส่งไปตั้งถิ่นฐานที่เมืองเพชรบุรี และต่อมาในปี พ.ศ. 2335 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและในปี พ.ศ. 2381 สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ก็ทรงยกทัพไปตีเวียงจันทน์ และก็ได้กวาดต้อนชาวไทดำมาอีก ซึ่งในปัจจุบันตั้งถิ่นฐานกระจายกันอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัด เช่น ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี พิจิตร พิษณุโลก กาญจนบุรี ลพบุรี สระบุรี ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ปัจจุบันเรียกคนเหล่านี้ว่า ชาวไทยโซ่ง




ตลาดบัคฮา
• ตลาดบัคฮา : ตั้งอยู่ในจังหวัดบัคฮา ห่างจากซาปา 110 กิโลเมตร ตลาดบัคฮาเป็นตลาดที่ขึ้นชื่อของเวียดนามเหนือเป็นศูนย์รวมสีสันแห่งชนเผ่าในภูมิภาคนี้ จังหวัดบัคฮา เป็นจังหวัดเล็กๆ อยู่ใกล้กับชายแดนประเทศจีน ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่าต่างๆ อยู่รวมกัน และยังเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศเวียดนาม ในวันอาทิตย์ ตลาดบัคฮา จะเป็นวันที่มีสีสันที่สุดในรอบสัปดาห์ เพราะชาวเขาเผ่าต่างๆ จะเดินทางลงมาเพื่อเลือกซื้อข้าวของไปใช้ สินค้าส่วนใหญ่ที่ขึ้นชื่อในตลาดจะเป็นผ้าทอมือที่มีลวดลายสีสันและเป็นเอกลักษณ์


รถไฟไปซาปา ตลาดบัคฮา ตลาดชาวเขาซาปา


ตลาดบัคฮา
• ตลาดบัคฮา : ตั้งอยู่ในจังหวัดบัคฮา ห่างจากซาปา 110 กิโลเมตร ตลาดบัคฮาเป็นตลาดที่ขึ้นชื่อของเวียดนามเหนือเป็นศูนย์รวมสีสันแห่งชนเผ่าในภูมิภาคนี้ จังหวัดบัคฮา เป็นจังหวัดเล็กๆ อยู่ใกล้กับชายแดนประเทศจีน ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่าต่างๆ อยู่รวมกัน และยังเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศเวียดนาม ในวันอาทิตย์ ตลาดบัคฮา จะเป็นวันที่มีสีสันที่สุดในรอบสัปดาห์ เพราะชาวเขาเผ่าต่างๆ จะเดินทางลงมาเพื่อเลือกซื้อข้าวของไปใช้ สินค้าส่วนใหญ่ที่ขึ้นชื่อในตลาดจะเป็นผ้าทอมือที่มีลวดลายสีสันและเป็นเอกลักษณ์





• ซาปา
• ที่ตั้ง : ซาปา ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของประเทศเวียตนาม ใกล้กับชายแดนจีน ห่างจากกรุงฮานอยประมาณ 350 กิโลเมตร อยู่ในเขตจังหวัดลาวไค สูง 1,650 เมตร มีอากาศหนาวเย็นตลอดปี ทำให้เพาะปลูกพืชผักผลไม้เมืองหนาวได้ดี และเป็นดินแดนแห่งขุนเขาที่มีความหลากหลายของชาติพันธุ์มากที่สุดในประเทศเวียตนาม
• ในอดีตเมืองซาปาเคยถูกให้สร้างขึ้นเป็นเมืองตากอากาศของชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาปกครองในสมัยยุคอาณานิคม ในปี พ.ศ. 2465 และได้มีการสร้างสถานีภูเขาขึ้น เพราะด้วยเมืองซาปาโอบล้อมด้วยขุนเขาน้อยใหญ่จึงทำให้มีอากาศเย็นตลอดปี ชาวเวียตนามและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในฮานอย ก็จะหาเวลาพักผ่อนในช่วงวันหยุดมาที่นี่ และยังมีการทำนาขั้นบันไดมากมายท่ามกลางลาดไหล่เขาที่ทอดตัวอย่างสวยงาม เมื่อซาปาเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากขึ้น ก็มีการขยายตัวด้านการท่องเที่ยว มีอาคารสมัยใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก มีโรงแรม ร้านอาหารแบบตะวันตก และร้านคาราโอเกะ
สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองซาปา

• หมู่บ้านกัตกัต (Cat Cat Village)
• ที่ตั้ง : หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ห่างจากเมืองซาปา 3 กิโลเมตร
• หมู่บ้านกัตกัต เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ของชาวเผ่าม้งซึ่งอพยพมาจากประเทศจีน มีเครื่องแต่งกายที่นิยมโทนสีน้ำเงินเข้มหรือดำ ที่นี่มีวิวทิวทัศน์ของนาขั้นบันได นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาเที่ยวชมหมู่บ้านนี้ได้ง่าย

• หมู่บ้านต่าฟาน (Ta Van Village)
• ที่ตั้ง : หมู่บ้านต่าฟาน อยู่ทางทิศใต้ของเมืองซาปาประมาณ 10 กิโลเมตร
• หมู่บ้านต่าฟาน เป็นหมู่บ้านของชาวเขาหลายเผ่ามาอยู่รวมกัน แต่จะมีประชากรของเผ่า Giay ซึ่งถือเป็นชนเผ่าที่มีประชากรค่อนข้างเยอะในเวียตนาม ซึ่งในความหลากหลายของคนพื้นเมืองทำให้เห็นความแตกต่างของการแต่งกาย ซึ่งแต่ละเผ่าก็จะแตกต่างกันออกไปและยังมีภาษาพูดเฉพาะอีกด้วย การเข้ามาชมหมู่บ้านแห่งนี้เพื่อชมวิถีชีวิตของชาวเขา และสัมผัสทัศนียภาพของนาขั้นบันได ซึ่งมีเทือกเขาฟานสีปันเป็นฉากหลัง มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมากๆ

• น้ำตกซิลเวอร์ (Silver Waterfall)
ที่ตั้ง : อยู่ริมถนนทางไปไลโจว (Lai Chau)
น้ำตกซิลเวอร์ เป็นน้ำตกที่มีความสวยงาม อยู่ริมถนน และสามารถมองเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ไกล มีความสูงประมาณ 100 เมตร ไหลเลาะลงมาจากหน้าผาหิน นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปชั้นบนของน้ำตกได้แต่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมประมาณ 3,000 ดอง

• ตรามตอนพาส (Tram Ton Pass)
• ที่ตั้ง : อยู่ริมถนนทางไปไลโจว (Lai Chau)
• ตรามตอนพาส เป็นจุดชมวิวสูงสุดในบริเวณซาปา และเป็นจุดสูงสุดในเวียตนาม ความสูง 1,900 เมตร และยังเป็นเขตรอยต่อระหว่างจังหวัดลาวไคกับจังหวัดไลโจว เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ของ เทือกเขาฟาสีปันได้อย่างสวยงามมากๆ จะเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนและจะเห็นถนนคดเคี้ยวไปตามริมหน้าผาเพื่อตัดลงสู่ที่ราบต่อไปจนถึงเมืองไลโจว

• การเดินทางท่องเที่ยวภายในเมืองซาปา
• การท่องเที่ยวภายเมืองซาปาคือการเดินเที่ยวชมเมือง เพราะสถานที่แต่ละแห่งอยู่ไม่ไกลกันมาก สามารถหยุดแวะชมเลือกซื้อสินค้าได้ตามสะดวก ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นจากใจกลางเมืองแล้วเลาะเลียบไปตามถนนเส้นหลัก เพื่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายก็มีมอเตอร์ไซด์ให้บริการ มีให้เลือกทั้งแบบขับเที่ยวชมเอง หรือจะเลือกใช้บริการมอเตอร์ไซด์รับจ้างก็ได้เช่นกัน
• ส่วนการเดินทางมาท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ รอบตัวเมือง แนะนำให้เลือกซื้อแพ็คเกจทัวร์เดย์ทริปหรือทัวร์วันเดียวจากบริษัทผู้ประกอบการท่องเที่ยว สำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเองก็สามารถทำได้โดยการเช่ารถจักรยานเสือภูเขา มอเตอร์ไซด์รับจ้าง หรือถ้ามาเป็นหมู่คณะแนะนำให้เหมารถตู้ เพราะคุณสามารถให้รถจอดแวะชมได้ทุกแห่งที่ต้องการ
• การเดินทางจากประเทศไทย
ทางรถยนต์ : จากกรุงเทพฯ ใช้บริการรถโดยสารประจำทางไปยังจังหวัดหนองคาย จากนั้นข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เดินทางไปยังนครเวียงจันทน์ มีรถโดยสารเดินทางจากนครเวียงจันทน์ไปยังกรุงฮานอย ประเทศเวียตนาม จอดอยู่ตรงข้ามดับโรงแรมเจริญชัย ติดกับสถานทูตอเมริกา วันละ 1 เที่ยว คือ เวลา 18.00 น. ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 15 – 16 ชั่วโมง เมื่อถึงกรุงฮานอย ก็สามารถเดินทางไปยังเมืองซาปา ที่ตั้งอยู่ห่างจากกรุงฮานอยมาราว 350 กิโลเมตร
เครื่องบิน : สามารถใช้บริการของสายการบินไทย สายการบินไทยแอร์เอเชีย และสายการบินเวียตนามแอร์ไลน์ ที่มีบริการเที่ยวบินสู่กรุงฮานอย
• จากฮานอยสู่ซาปา
• การเดินทาง สามารถเดินทางโดยรถยนต์หรือรถไฟมาที่เมืองลาวไค (สำหรับการเดินทาง แนะนำให้ใช้รถไฟตู้นอนจะสะดวกกว่า ซึ่งหาซื้อตั๋วรถไฟได้ตามโรงแรม หรือบริษัทผู้ประกอบการท่องเที่ยวในฮานอน) เมื่อถึงเมืองลาวไค ก็ต่อรถตู้ที่ให้บริการอยู่ด้านหน้าสถานีรถไฟไปเมืองซาปา ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ระยะทาง 38 กิโลเมตร ส่วนเที่ยวกลับจากซาปาคุณสามารถซื้อตั๋วรถไฟที่สถานีรถไฟได้เลยครับ

เที่ยวเวียดนาม ซาปา เวียดนามเหนือ เมืองแห่งขุนเขาและหิมะแห่งประเทศเวียดนาม



• ซาปา
• ที่ตั้ง : ซาปา ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของประเทศเวียตนาม ใกล้กับชายแดนจีน ห่างจากกรุงฮานอยประมาณ 350 กิโลเมตร อยู่ในเขตจังหวัดลาวไค สูง 1,650 เมตร มีอากาศหนาวเย็นตลอดปี ทำให้เพาะปลูกพืชผักผลไม้เมืองหนาวได้ดี และเป็นดินแดนแห่งขุนเขาที่มีความหลากหลายของชาติพันธุ์มากที่สุดในประเทศเวียตนาม
• ในอดีตเมืองซาปาเคยถูกให้สร้างขึ้นเป็นเมืองตากอากาศของชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาปกครองในสมัยยุคอาณานิคม ในปี พ.ศ. 2465 และได้มีการสร้างสถานีภูเขาขึ้น เพราะด้วยเมืองซาปาโอบล้อมด้วยขุนเขาน้อยใหญ่จึงทำให้มีอากาศเย็นตลอดปี ชาวเวียตนามและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในฮานอย ก็จะหาเวลาพักผ่อนในช่วงวันหยุดมาที่นี่ และยังมีการทำนาขั้นบันไดมากมายท่ามกลางลาดไหล่เขาที่ทอดตัวอย่างสวยงาม เมื่อซาปาเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากขึ้น ก็มีการขยายตัวด้านการท่องเที่ยว มีอาคารสมัยใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก มีโรงแรม ร้านอาหารแบบตะวันตก และร้านคาราโอเกะ
สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองซาปา

• หมู่บ้านกัตกัต (Cat Cat Village)
• ที่ตั้ง : หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ห่างจากเมืองซาปา 3 กิโลเมตร
• หมู่บ้านกัตกัต เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ของชาวเผ่าม้งซึ่งอพยพมาจากประเทศจีน มีเครื่องแต่งกายที่นิยมโทนสีน้ำเงินเข้มหรือดำ ที่นี่มีวิวทิวทัศน์ของนาขั้นบันได นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาเที่ยวชมหมู่บ้านนี้ได้ง่าย

• หมู่บ้านต่าฟาน (Ta Van Village)
• ที่ตั้ง : หมู่บ้านต่าฟาน อยู่ทางทิศใต้ของเมืองซาปาประมาณ 10 กิโลเมตร
• หมู่บ้านต่าฟาน เป็นหมู่บ้านของชาวเขาหลายเผ่ามาอยู่รวมกัน แต่จะมีประชากรของเผ่า Giay ซึ่งถือเป็นชนเผ่าที่มีประชากรค่อนข้างเยอะในเวียตนาม ซึ่งในความหลากหลายของคนพื้นเมืองทำให้เห็นความแตกต่างของการแต่งกาย ซึ่งแต่ละเผ่าก็จะแตกต่างกันออกไปและยังมีภาษาพูดเฉพาะอีกด้วย การเข้ามาชมหมู่บ้านแห่งนี้เพื่อชมวิถีชีวิตของชาวเขา และสัมผัสทัศนียภาพของนาขั้นบันได ซึ่งมีเทือกเขาฟานสีปันเป็นฉากหลัง มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมากๆ

• น้ำตกซิลเวอร์ (Silver Waterfall)
ที่ตั้ง : อยู่ริมถนนทางไปไลโจว (Lai Chau)
น้ำตกซิลเวอร์ เป็นน้ำตกที่มีความสวยงาม อยู่ริมถนน และสามารถมองเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ไกล มีความสูงประมาณ 100 เมตร ไหลเลาะลงมาจากหน้าผาหิน นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปชั้นบนของน้ำตกได้แต่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมประมาณ 3,000 ดอง

• ตรามตอนพาส (Tram Ton Pass)
• ที่ตั้ง : อยู่ริมถนนทางไปไลโจว (Lai Chau)
• ตรามตอนพาส เป็นจุดชมวิวสูงสุดในบริเวณซาปา และเป็นจุดสูงสุดในเวียตนาม ความสูง 1,900 เมตร และยังเป็นเขตรอยต่อระหว่างจังหวัดลาวไคกับจังหวัดไลโจว เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ของ เทือกเขาฟาสีปันได้อย่างสวยงามมากๆ จะเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนและจะเห็นถนนคดเคี้ยวไปตามริมหน้าผาเพื่อตัดลงสู่ที่ราบต่อไปจนถึงเมืองไลโจว

• การเดินทางท่องเที่ยวภายในเมืองซาปา
• การท่องเที่ยวภายเมืองซาปาคือการเดินเที่ยวชมเมือง เพราะสถานที่แต่ละแห่งอยู่ไม่ไกลกันมาก สามารถหยุดแวะชมเลือกซื้อสินค้าได้ตามสะดวก ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นจากใจกลางเมืองแล้วเลาะเลียบไปตามถนนเส้นหลัก เพื่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายก็มีมอเตอร์ไซด์ให้บริการ มีให้เลือกทั้งแบบขับเที่ยวชมเอง หรือจะเลือกใช้บริการมอเตอร์ไซด์รับจ้างก็ได้เช่นกัน
• ส่วนการเดินทางมาท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ รอบตัวเมือง แนะนำให้เลือกซื้อแพ็คเกจทัวร์เดย์ทริปหรือทัวร์วันเดียวจากบริษัทผู้ประกอบการท่องเที่ยว สำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเองก็สามารถทำได้โดยการเช่ารถจักรยานเสือภูเขา มอเตอร์ไซด์รับจ้าง หรือถ้ามาเป็นหมู่คณะแนะนำให้เหมารถตู้ เพราะคุณสามารถให้รถจอดแวะชมได้ทุกแห่งที่ต้องการ
• การเดินทางจากประเทศไทย
ทางรถยนต์ : จากกรุงเทพฯ ใช้บริการรถโดยสารประจำทางไปยังจังหวัดหนองคาย จากนั้นข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เดินทางไปยังนครเวียงจันทน์ มีรถโดยสารเดินทางจากนครเวียงจันทน์ไปยังกรุงฮานอย ประเทศเวียตนาม จอดอยู่ตรงข้ามดับโรงแรมเจริญชัย ติดกับสถานทูตอเมริกา วันละ 1 เที่ยว คือ เวลา 18.00 น. ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 15 – 16 ชั่วโมง เมื่อถึงกรุงฮานอย ก็สามารถเดินทางไปยังเมืองซาปา ที่ตั้งอยู่ห่างจากกรุงฮานอยมาราว 350 กิโลเมตร
เครื่องบิน : สามารถใช้บริการของสายการบินไทย สายการบินไทยแอร์เอเชีย และสายการบินเวียตนามแอร์ไลน์ ที่มีบริการเที่ยวบินสู่กรุงฮานอย
• จากฮานอยสู่ซาปา
• การเดินทาง สามารถเดินทางโดยรถยนต์หรือรถไฟมาที่เมืองลาวไค (สำหรับการเดินทาง แนะนำให้ใช้รถไฟตู้นอนจะสะดวกกว่า ซึ่งหาซื้อตั๋วรถไฟได้ตามโรงแรม หรือบริษัทผู้ประกอบการท่องเที่ยวในฮานอน) เมื่อถึงเมืองลาวไค ก็ต่อรถตู้ที่ให้บริการอยู่ด้านหน้าสถานีรถไฟไปเมืองซาปา ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ระยะทาง 38 กิโลเมตร ส่วนเที่ยวกลับจากซาปาคุณสามารถซื้อตั๋วรถไฟที่สถานีรถไฟได้เลยครับ




• สำหรับการเที่ยวทัวร์เวียดนาม ลองเรืออ่าวฮาลองเบย์ นอกจากได้ชมความงามของทิวทัศน์อันสวยงามของอ่าวฮาลองแล้ว ยังมีการได้ไปเที่ยวชมถ้ำอีกด้วย เช่น ถ้ำเด่าโก๋ (Dao Go) หรือที่เรียกกันว่า "ถ้ำสวรรค์" ซึ่งเป็นถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยตระการตา โดยในถ้ำแห่งนี้มีห้องโถงใหญ่รอรับคนเดินทางอยู่ด้วยกัน 3 ห้อง
• จากถ้ำอันสวยงามนี้ก็เดินทางต่อจะเป็นโปรแกรมพายเรือและเล่นน้ำ เพื่อจะได้สัมผัสอ่าวฮาลองอย่างใกล้ชิด หรือหากไม่ชอบเล่นน้ำจะทิ้งเวลาไปกับทิวทัศน์อันสวยงามหรือเก็บภาพความทรงจำก็ได้


ทัวร์เวียดนาม ล่องอ่าวฮาลองเบย์ ถ้ำสวรรค์



• สำหรับการเที่ยวทัวร์เวียดนาม ลองเรืออ่าวฮาลองเบย์ นอกจากได้ชมความงามของทิวทัศน์อันสวยงามของอ่าวฮาลองแล้ว ยังมีการได้ไปเที่ยวชมถ้ำอีกด้วย เช่น ถ้ำเด่าโก๋ (Dao Go) หรือที่เรียกกันว่า "ถ้ำสวรรค์" ซึ่งเป็นถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยตระการตา โดยในถ้ำแห่งนี้มีห้องโถงใหญ่รอรับคนเดินทางอยู่ด้วยกัน 3 ห้อง
• จากถ้ำอันสวยงามนี้ก็เดินทางต่อจะเป็นโปรแกรมพายเรือและเล่นน้ำ เพื่อจะได้สัมผัสอ่าวฮาลองอย่างใกล้ชิด หรือหากไม่ชอบเล่นน้ำจะทิ้งเวลาไปกับทิวทัศน์อันสวยงามหรือเก็บภาพความทรงจำก็ได้





เที่ยวเวียดนาม : สำหรับการเที่ยวเวียดนาม สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับทริปเที่ยวเมืองฮานอย นั่นก็คือการได้มาเที่ยวล่องเรือชมบรรยากาศแห่งอ่าวฮาลอง ซึ่งอาวฮาลองแห่งนี้ได้รับการจัดให้เป็นแห่งท่องเที่ยวเที่ยวทางธรรมชาติ และยังได้รับให้จัดเป็นมรดกโลกอีกด้วยครับ

• ฮาลองเบย์ : มหัศจรรย์แห่งอ่าวมังกรตกน้ำ (มรดกโลกทางธรรมชาติเวียดนาม)
• สำหรับอ่าวฮาลอง หรือ ฮาลองเบย์ นั้นได้ตามนิทานปรัมปราของชาวเวียดนาม ที่กล่าวถึงมังกรโบราณซึ่งเคยร่อนมาลงในอ่าวนี้เมื่อครั้งดึกดำบรรพ์ และชื่อของฮาลอง ก็แปลได้ว่า มังกรร่อนลง จากความสวยงามและสมบูรณ์ของอ่าวฮาลอง ทำให้ที่นี่ประกาศได้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จากองค์กรยูเนสโก ในปี พ.ศ. 2537 ซึ่งเป็นเสมือนประกาศนียบัตรที่ใครเห็นต่างเชื่อถือ จึงทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศเวียตนาม ต้องล่องเรือมาชมอ่าวฮาลองเพื่อสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ
• ที่ตั้ง : อ่าวฮาลองตั้งอยู่ในจังหวัดกว่างนิงห์ (Quang Ninh) ตั้งอยู่ทางเหนือของกรุงฮานอย เป็นอ่าวแห่งหนึ่งในพื้นที่ของอ่าวตังเกี๋ยทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ใกล้ชายแดนติดต่อกับประเทศจีน มีพื้นที่ทั้งหมด 1,500 ตารางกิโลเมตร และมีชายฝั่งยาว 120 กิโลเมตร
• การเดินทาง : จากฮานอย มีรถบัสไปยังเมืองฮาลอง ซึ่งห่างออกไป 160 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง และจากสถานีรถบัสไปท่าเรืออ่าวฮาลองอีก 15 นาที จากนั้นไปต่อเรือที่ท่าเรือเฟอรี่ ซึ่งจะมีเรือไปยังเกาะกั๊ตบา (Cat Ba Island) หรือจากฮานอยนั่งรถลงมาที่จังหวัดไฮฟอง (Haiphong) จากสถานีรถบัสไปท่าเรือใช้เวลา 10 นาที มีเรือไฮโดรฟรอยไปยังเกาะกั๊ตบา ใช้เวลา 2 ชั่วโมง
• ลักษณะทั่วไปของอ่าวฮาลอง คล้ายๆกับ อ่าวพังงา หรือเกาะต่างๆ ในประเทศไทย แต่อ่าวฮาลองจะเต็มไปด้วยเกาะกว่า 3,000 เกาะ และมีเนื้อที่กว่า 4,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอ่าวตังเกี๋ยทะเลจีนใต้
• เรือท่องเที่ยวในอ่าวฮาลอง ส่วนใหญ่เป็นเรือขนาดกลางมีห้องพักบนเรือ และมีการสร้างหัวมังกรไว้ที่หัวเรือ แต่มีบางลำได้สร้างเป็นลักษณะของเรือใบย้อนยุค เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกลิ่นอายแห่งการเดินเรือในอดีต เมื่อเรือออกจากท่าไม่นานก็เข้าสู่ดินแดนแห่งความงดงามที่แต่งแต้มเติมเต็มด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่วางสลับเรียงรายดูแปลกตายิ่งนัก หากเปรียบเทียบกับทางอ่าวพังงาของประเทศไทย จะมีลักษณะคล้ายกัน แต่ที่อ่าวฮาลองจะกว้างกว่ามาก ในบริเวณเกาะใหญ่ๆ ที่หลบลมได้ก็มีชาวบ้านมาอาศัยทำประมงด้วย มีการเลี้ยงปลาในกระชังอยู่หลายๆ จุด
• เกาะกั๊ตบา
• เกาะกั๊ตบามีเนื้อที่ทั้งหมดราว 190 ตารางกิโลเมตร ชาวพื้นเมืองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงและเลี้ยงปลาในกระชัง สภาพทั่วไปของเกาะ ด้านในที่เป็นภูเขาจะมีต้นไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น เพราะเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติ ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมเมื่อปี ค.ศ.1970 มีความหลากหลายทางชีวภาพค่อนข้างสูง ทั้งยังเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญอีกด้วย เพราะมีการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์และเครื่องมือที่ทำจากหินจากหินยุคใหม่ภายในถ้ำบนเกาะแห่งนี้ด้วย

• ราตรีที่เมืองฮาลอง ปัจจุบันเมืองฮาลองได้เติบโตแบบรวดเร็ว แหล่งท่องเที่ยวมีทั้งร้านอาหาร บาร์เบียร์เล็กๆ รวมทั้งร้านขายของที่ระลึก เปิดแผงกันเหมือนตลาดโต้รุง มีสินค้าให้เลือกช้อปปิ้งกันมากมาย...


เที่ยวเวียดนาม : ฮาลองเบย์



เที่ยวเวียดนาม : สำหรับการเที่ยวเวียดนาม สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับทริปเที่ยวเมืองฮานอย นั่นก็คือการได้มาเที่ยวล่องเรือชมบรรยากาศแห่งอ่าวฮาลอง ซึ่งอาวฮาลองแห่งนี้ได้รับการจัดให้เป็นแห่งท่องเที่ยวเที่ยวทางธรรมชาติ และยังได้รับให้จัดเป็นมรดกโลกอีกด้วยครับ

• ฮาลองเบย์ : มหัศจรรย์แห่งอ่าวมังกรตกน้ำ (มรดกโลกทางธรรมชาติเวียดนาม)
• สำหรับอ่าวฮาลอง หรือ ฮาลองเบย์ นั้นได้ตามนิทานปรัมปราของชาวเวียดนาม ที่กล่าวถึงมังกรโบราณซึ่งเคยร่อนมาลงในอ่าวนี้เมื่อครั้งดึกดำบรรพ์ และชื่อของฮาลอง ก็แปลได้ว่า มังกรร่อนลง จากความสวยงามและสมบูรณ์ของอ่าวฮาลอง ทำให้ที่นี่ประกาศได้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จากองค์กรยูเนสโก ในปี พ.ศ. 2537 ซึ่งเป็นเสมือนประกาศนียบัตรที่ใครเห็นต่างเชื่อถือ จึงทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศเวียตนาม ต้องล่องเรือมาชมอ่าวฮาลองเพื่อสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ
• ที่ตั้ง : อ่าวฮาลองตั้งอยู่ในจังหวัดกว่างนิงห์ (Quang Ninh) ตั้งอยู่ทางเหนือของกรุงฮานอย เป็นอ่าวแห่งหนึ่งในพื้นที่ของอ่าวตังเกี๋ยทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ใกล้ชายแดนติดต่อกับประเทศจีน มีพื้นที่ทั้งหมด 1,500 ตารางกิโลเมตร และมีชายฝั่งยาว 120 กิโลเมตร
• การเดินทาง : จากฮานอย มีรถบัสไปยังเมืองฮาลอง ซึ่งห่างออกไป 160 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง และจากสถานีรถบัสไปท่าเรืออ่าวฮาลองอีก 15 นาที จากนั้นไปต่อเรือที่ท่าเรือเฟอรี่ ซึ่งจะมีเรือไปยังเกาะกั๊ตบา (Cat Ba Island) หรือจากฮานอยนั่งรถลงมาที่จังหวัดไฮฟอง (Haiphong) จากสถานีรถบัสไปท่าเรือใช้เวลา 10 นาที มีเรือไฮโดรฟรอยไปยังเกาะกั๊ตบา ใช้เวลา 2 ชั่วโมง
• ลักษณะทั่วไปของอ่าวฮาลอง คล้ายๆกับ อ่าวพังงา หรือเกาะต่างๆ ในประเทศไทย แต่อ่าวฮาลองจะเต็มไปด้วยเกาะกว่า 3,000 เกาะ และมีเนื้อที่กว่า 4,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอ่าวตังเกี๋ยทะเลจีนใต้
• เรือท่องเที่ยวในอ่าวฮาลอง ส่วนใหญ่เป็นเรือขนาดกลางมีห้องพักบนเรือ และมีการสร้างหัวมังกรไว้ที่หัวเรือ แต่มีบางลำได้สร้างเป็นลักษณะของเรือใบย้อนยุค เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกลิ่นอายแห่งการเดินเรือในอดีต เมื่อเรือออกจากท่าไม่นานก็เข้าสู่ดินแดนแห่งความงดงามที่แต่งแต้มเติมเต็มด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่วางสลับเรียงรายดูแปลกตายิ่งนัก หากเปรียบเทียบกับทางอ่าวพังงาของประเทศไทย จะมีลักษณะคล้ายกัน แต่ที่อ่าวฮาลองจะกว้างกว่ามาก ในบริเวณเกาะใหญ่ๆ ที่หลบลมได้ก็มีชาวบ้านมาอาศัยทำประมงด้วย มีการเลี้ยงปลาในกระชังอยู่หลายๆ จุด
• เกาะกั๊ตบา
• เกาะกั๊ตบามีเนื้อที่ทั้งหมดราว 190 ตารางกิโลเมตร ชาวพื้นเมืองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงและเลี้ยงปลาในกระชัง สภาพทั่วไปของเกาะ ด้านในที่เป็นภูเขาจะมีต้นไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น เพราะเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติ ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมเมื่อปี ค.ศ.1970 มีความหลากหลายทางชีวภาพค่อนข้างสูง ทั้งยังเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญอีกด้วย เพราะมีการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์และเครื่องมือที่ทำจากหินจากหินยุคใหม่ภายในถ้ำบนเกาะแห่งนี้ด้วย

• ราตรีที่เมืองฮาลอง ปัจจุบันเมืองฮาลองได้เติบโตแบบรวดเร็ว แหล่งท่องเที่ยวมีทั้งร้านอาหาร บาร์เบียร์เล็กๆ รวมทั้งร้านขายของที่ระลึก เปิดแผงกันเหมือนตลาดโต้รุง มีสินค้าให้เลือกช้อปปิ้งกันมากมาย...





ฮาลองบกคืออะไร คงได้คำตอบจากภาพชุดนี้   หลายคนที่เห็นบรรยากาศแล้วคิดว่าคงอยากเที่ยวกัน  เพราะจะได้สัมผัสธรรมชาติและชนบทของเวียดนามอย่างแท้จริง

เมืองนิงห์บิงห์ที่กำลังพาเที่ยวอยู่นี้เป็นเมืองชนบทเล็กๆของกรุงฮานอย หรือ เมืองหลวงของเวียดนาม

ฮานอยมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติสำคัญได้แก่ฮาลองเบย์ หรืออ่าวฮาลอง  ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกมาเมื่อ 17 ปีมานี้เอง คนไทยรู้จักอ่าวฮาลองมากขึ้นนับจากเวียดนามเริ่มเปิดประเทศใหม่ๆ  หรือหลังรวมเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้เข้าด้วยกัน  ขณะเดียวกันก็มีภาพยนต์สารคดีท่องเที่ยวเรื่องอ่าวฮาลองออกสู่สายตาชาวโลกพร้อมๆกับสถานท่องเที่ยวอื่นๆของเวียดนาม

ทุกวันนี้บริเวณท่าเรือฮาลองมีความคึกคักและเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวนับเป็นจำนวนหลายหมื่นคนในแต่ละวัน  จนบางครั้งเรือท่องเที่ยวไม่พอให้บริการ

ฮาลองเบย์หากเปรียบเทียบกับบ้านเราก็คล้ายๆกับอ่าวพังงา หรือหมู่เกาะพังงา  แต่อ่าวฮาลองของเวียดนามมีพื้นที่กว้างขวางกว่านับสิบๆเท่า และยังมีเกาะเล็กเกาะน้อยอีกนับเป็นพันๆเกาะ  บริเวณนี้อ่าวฮาลองจึงปลอดจากคลื่นลูกใหญ่ๆและพายุฝนที่ซัดเข้าเวียดนามเป็นประจำทุกปี

ส่วนฮาลองบก  เป็นชื่อที่คนไทยตั้งฉายาให้  เพราะแตกต่างกับการเที่ยวฮาลองเบย์ที่ต้องนั่งเรือท่องเที่ยวขนาดจุผู้โดยสารราว 60-70 คน แต่ฮาลองบกนี้ตรงกันข้ามเพราะใช้เรือแจวขนาดเล็กๆนั่งได้ราว 3-4 คน  โดยมีชาวบ้านเป็นคนพาย  ต่างกับบ้านเราที่ส่วนใหญ่นิยมใช้เรือหางยาว มีเสียงดัง และหนวกหูมาก

เรือแจวหรือเรือพายของเวียดนามค่อนข้างแปลกกว่าที่อื่นๆ  เรือแต่ละลำจะมีไม้พายขนาดใหญ่ 2 ข้าง  ผูกยึดไว้กับกาบเรือ  เวลาพายจะต้องโยกไม้พายไปข้างหน้าพร้อมๆกันทั้งสองข้าง เรือแจวแบบนี้คล้ายเรือแคนูของยุโรป  ต่างกันตรงที่เรือแคนูจะนั่งกลับหลัง  ส่วนเรือแจวของเวียดนามจะนั่งหันหน้าไปตามปกติ  ที่แปลกกว่าเรืออื่นๆตรงที่หากคนพายเมื่อยมือก็จะใช้เท้าแทน  ได้ยินว่าการใช้เท้าจะทุ่นแรงกว่าการใช้มือ

เรือแจวที่ฮาลองบกเป็นเรือลำเล็กๆแบบชาวบ้าน  ไม่ได้ดัดแปลงอะไรเป็นพิเศษ และไม่มีหลังคา  ฝนตกก็สนุกสนานกันตามระเบียบ

วันนั้นหลังทานข้าวกลางวันเสร็จก็ออกมาอยู่ลานกว้างเพื่อเตรียมลงเรือ ปรากฏว่าเจอทั้งฝนและลมค่อนข้างแรง  แต่มีบริการร่มและเสื้อกันฝนขายในราคาถูกประเภทใช้ครั้งเดียวแล้วต้องทิ้งเพราะมันบอบบางมาก  โดยเฉพาะร่มที่เป็นของนำเข้าจากจีน ต้องบอกว่าห่วยมาก  เจอลมแรงเข้าหน่อยมันก็กระดกลู่ตามลมเฉยเลย  เรียกว่าหงายเก๋งไม่เป็นท่า  แถมโครงลวดหักหลุดลุ่ย  ในที่สุดก็ต้องใช้มือคอยช่วยจับร่มที่พิกลพิการ

ส่วนเสื้อฝนก็บางแสนบาง  ประมาณว่าหนากว่าถุงก๊อปแก๊ปขึ้นมาหน่อย  แต่พอใส่แล้วปรากฏว่ากระดุมใช้ไม่ได้  พยายามแล้วพยายามอีก  ในที่สุดมันก็ขาด   จึงต้องทำใจยอมใส่มันทั้งอย่างนั้น  อย่างน้อยๆก็พอช่วยปกปิดไม่ให้กล้องเปียกฝน

งานนี้เลยทุลักทุเลพอสมควร  

พอเรือออกสู่ที่โล่ง ทั้งลมและฝนก็สาดเป็นระรอกจนต้องเก็บกล้อง  นานๆจึงจะหยิบออกมาถ่ายสักครั้ง ถ่ายเสร็จก็ต้องรีบเช็ด  ดีที่พกผ้าเช็ดหน้าติดกระเป๋ากล้องไปด้วย  จึงพอแก้ขัดใช้บังฝนไปได้บ้าง

ภาพจากฮาลองบกที่เห็นในชุดนี้ถือว่าได้ภาพน้อยกว่าที่ควรจะเป็น  แต่ก็ยังพอให้เห็นบรรยากาศในบริเวณนั้นว่าน่าสนใจเพียงใด  และต้องบอกก่อนว่า   พื้นน้ำที่เห็นเป็นทะเลสาบนั้นก็คือทุ่งนาดีๆนี่เอง แต่เนื่องจากช่วงนี้เป็นฤดูน้ำหลากจึงดูคล้ายทะเลสาบ  น้ำลดเมื่อไหร่ชาวบ้านเค้าก็จะลงมือทำนา

จากทะเลสาบก็จะมีทุ่งนาขึ้นมาแทน  ปรากฏการณ์ของธรรมชาติเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี  นอกจากนี้ช่วงน้ำหลากชาวนาก็ยังมีรายได้พิเศษจากการพายเรือรับ-ส่งนักท่องเที่ยว  โดยคณะกรรมการชุมชนได้จัดระเบียบให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วม  เป็นการการจายรายได้ให้ทัดเทียมเท่ากัน

ฮาลองบกหากมาในช่วงต้นข้าวโตเต็มที่  จะเป็นภาพที่สวยงามไปอีกแบบหนึ่ง  ใครอยากเห็นทะเลสาบกลายเป็นทุ่งนาก็ต้องสอบถามหาข้อมูลกันให้ดีๆ  จะได้มาเที่ยวแล้วไม่ผิดหวัง ทางที่ดีน่าจะมาแบบแบคแพคหรือมากันเอง จะได้มีเวลาถ่ายภาพได้มากขึ้น

ปัจจุบันเข้าใจว่าทุกอย่างน่าจะเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น  ทั้งเรื่องพาหนะการเดินทางและเรื่องที่พัก  ระยะทางราว 100 กม.จากกรุงฮานอย  ถือว่าไม่ไกลนัก  นั่งเครื่องจากสุวรรรภูมิมาถึงฮานอยราว 11 โมงเช้า  เที่ยวและนอนค้างที่ฮานอยสักคืน  แล้วเดินทางต่อไปที่นิงห์บินห์ จะเหมาแท็กซี่ไปก็ไม่แพงมากนัก  ไปถึงนิงห์บิงห์แล้วมีที่เที่ยวแบบชนบทมากมาย  หรือเช่าจักรยานเที่ยวประเภท Trekking tour  ขี่จักรยานเที่ยวไปในชนบทแล้วได้รู้ได้เห็น และได้สัมผัสกับคนเวียดนามได้อย่างใกล้ชิด  ธรรมชาติก็สวยงาม  น่าเที่ยวมาก  ใครไปเห็นแล้วก็อยากให้เวียดนามมีสภาพเช่นนี้ไปอีกนานๆ  ,เพราะหาไม่ได้อีกแล้วในย่านนี้ นาข้าวสุดลูกหูลูกตาจะหาได้ที่ไหน น้ำท่าก็สมบูรณ์

ประเทศเวียดนามมีเสน่ห์ก็ตรงที่มีความเป็นธรรมชาติในทุกหนทุกแห่ง  การทำนายังเป็นอาชีพหลัก  และทำกับแบบดั่งเดิมโดยไม่พึ่งพาเครื่องทุ่นแรง

มาเที่ยวฮาลองบกช่วงนี้เห็นแต่ทะเลสาบ  แต่พอมาอีกช่วงหนึ่งพื้นที่เหล่านี้จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวของต้นข้าว   ใครอยากเห็นภาพตามตัวอย่างจากบางเว็บไซต์ก็ต้องรอให้ถึงช่วงเวลานั้น

ระดับน้ำที่เห็นในทะเลสาบนี้ความจริงแล้วสูงราว1 - 2 เมตรเท่านั้นเอง  ขณะนั่งเรือก็ยังเห็นต้นหญ้าอยู่เบื้องล่าง   มาเที่ยวที่นี่แล้วจึงไม่ต้องกังวลว่าจะตกเรือจมน้ำ  เพราะไม่ลึกจนเกินไป  แต่เพื่อความปลอดภัยเจ้าหน้าที่ก็ยังต้องคอยระวัง  โดยพายเรือปะปนไปกับนักท่องเที่ยว  โดยเฉพาะวันนี้ที่ถือว่าน่าเป็นห่วงกว่าวันอื่นๆ  มีรายงานว่าศูนย์กลางของพายุช้างสารกำลังเคลื่อนผ่านเมืองนี้

มาคราวนี้เจอทั้งลมและฝนชนิดสะใจมาก  ได้อรรถรสทั้งกายและใจเลยทีเดียว  เป็นประสบการณ์ที่หลายคนอาจไม่ได้เจอ  เพราะพายุฝนที่เห็นนี้ดูทีท่าว่าจะแรงขึ้นเรื่อยๆ  นี่คงเป็นการทักทายของพายุ “ช้างสาร”  ที่กำลังจะมาเยื่อนเมืองนิงบินห์และเมืองอื่นๆที่อยู่ในแนวเดียวกัน

เที่ยวฮาลองบก  ทำให้เห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่ชาวนาของเวียดนามว่ามีวิถีชีวิตที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องน้ำที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักของอาชีพเกษตรกรรม  เป็นความอุดมสมบูรณ์ที่ได้เปรียบกว่าประเทศอื่นๆมาก คนเวียดนามจึงคุ้นเคยกับเรื่องฝนฟ้า  รวมไปถึงพายุรุนแรงที่มักมาเยือนกันเป็นประจำทุกปี

เราเคยคิดว่าเมืองไทยเราอุดมสมบูรณ์กว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้ แต่ถ้าหากมีโอกาสมาเที่ยวเวียดนามแล้วคงต้องปรับเปลี่ยนความเชื่อนี้กันใหม่ เพราะไปทางไหน  และไม่ว่าเมืองไหนๆของเวียดนามก็มีแต่ความอุดมสมบูรณ์

เมืองไทยสภาพที่ดูเป็นชนบทแบบเมืองนิงห์บิงห์นี้มันกลายเป็นอดีตที่ผ่านพ้นไปหลายสิบปีแล้ว  หรือยุคสมัยที่บ้านเรือนในชนบทยังมุงหลังคาบ้านด้วยหญ้าคาหรือมุงจาก  มีกองฟางอยู่ปลายทุ่ง  และปล่อยไอ้ทุยให้เล็มหญ้าอยู่ในคอกเล็กๆภายในบ้าน  ยามค่ำคืนก็สุมไฟไล่ยุง  นี่เป็นภาพในอดีตที่เราไม่สามารถย้อนกลับไปได้

แต่เวียดนามเป็นประเทศยังไม่เติบโตเท่าประเทศไทย   จึงยังพบเห็นภาพชนบทแบบดั่งเดิมกันได้ในหลายๆแห่ง  เรียกว่าไม่ว่าจะไปเมืองไหนๆก็ต้องเจอ

นั่งฮาลองบกคราวนี้ถือว่าสัมผัสธรรมชาติกันอย่างเต็มอิ่มท่ามกลางสายฝน  จนทางท่าเรือต้องหยุดให้บริการหลังจากที่คณะของเราออกจากฝั่งได้ไม่นาน  จะเรียกว่าเป็นชุดสุดท้ายก็ว่าได้  เพราะช่วงขากลับปรากฏว่าไม่มีเรือนักท่องเที่ยวแล่นสวนมาแม้แต่ลำเดียว  ส่วนที่เห็นกลุ่มใหญ่ในช่วงแรกๆนั้น  พวกเค้ากำลังพายเรือกลับเข้าฝั่งกัน

การล่องฮาลองบกที่นิงห์บิงห์บริเวณนี้เรียกว่า Tam Coc  แปลว่า 3 ถ้ำ (Tam แปลว่า 3  Coc แปลว่าถ้ำ )  ระหว่างทางเรายังมีโอกาสลอดถ้ำที่มืดสนิท  และไม่มีไฟฉายส่องทาง  ถือว่าเป็นความชำนาญของชาวบ้านที่พายเรือให้เรานั่ง

ยังมีอีกแห่งหนึ่งที่มีสภาพใกล้เคียงกัน  หรือฮาลองบกแห่งที่สอง  และพึ่งเปิดบริการเมื่อไม่กี่เดือนมานี้  มีชื่อว่า  Hoa Lu  อยู่ห่างกับ Tam Coc ราว  2 กม. หรืออยู่คนละด้านของภูเขาของเขตอุทยานแห่งเดียวกัน สภาพทั่วๆไปคงไม่ต่างกับแห่งแรกมากนัก  แต่อนาคตหากมีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นก็คงเป็นที่นิยมไม่แพ้กัน

การล่องเรือพายชมธรรมชาติท่ามกลางขุนเขาและทะเลสาบน้ำตื้น  ที่สมบูรณ์แบบนี้  คงหาชมได้ยากสำหรับประเทศอื่นๆ   หรืออาจมีที่นี่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น

การที่เวียดนามนำเอาวิถีชีวิตแบบพื้นบ้านหรือฮาลองบกนี้มาเป็นจุดขายเพื่อการท่องเที่ยว   เป็นการอาศัยความได้เปรียบทางธรรมชาติมาช่วยสร้างรายได้ให้ชาวบ้านในชนบท  หากมองเผินๆแล้วแทบไม่ต้องลงทุนอะไรมากเลย   ขณะเดียวกันก็สอดคล้องกับการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ ในช่วงที่เกิดภาวะโลกร้อน


ท่องเที่ยวเวียดนาม ฮาลองบก นิงห์บิงห์



ฮาลองบกคืออะไร คงได้คำตอบจากภาพชุดนี้   หลายคนที่เห็นบรรยากาศแล้วคิดว่าคงอยากเที่ยวกัน  เพราะจะได้สัมผัสธรรมชาติและชนบทของเวียดนามอย่างแท้จริง

เมืองนิงห์บิงห์ที่กำลังพาเที่ยวอยู่นี้เป็นเมืองชนบทเล็กๆของกรุงฮานอย หรือ เมืองหลวงของเวียดนาม

ฮานอยมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติสำคัญได้แก่ฮาลองเบย์ หรืออ่าวฮาลอง  ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกมาเมื่อ 17 ปีมานี้เอง คนไทยรู้จักอ่าวฮาลองมากขึ้นนับจากเวียดนามเริ่มเปิดประเทศใหม่ๆ  หรือหลังรวมเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้เข้าด้วยกัน  ขณะเดียวกันก็มีภาพยนต์สารคดีท่องเที่ยวเรื่องอ่าวฮาลองออกสู่สายตาชาวโลกพร้อมๆกับสถานท่องเที่ยวอื่นๆของเวียดนาม

ทุกวันนี้บริเวณท่าเรือฮาลองมีความคึกคักและเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวนับเป็นจำนวนหลายหมื่นคนในแต่ละวัน  จนบางครั้งเรือท่องเที่ยวไม่พอให้บริการ

ฮาลองเบย์หากเปรียบเทียบกับบ้านเราก็คล้ายๆกับอ่าวพังงา หรือหมู่เกาะพังงา  แต่อ่าวฮาลองของเวียดนามมีพื้นที่กว้างขวางกว่านับสิบๆเท่า และยังมีเกาะเล็กเกาะน้อยอีกนับเป็นพันๆเกาะ  บริเวณนี้อ่าวฮาลองจึงปลอดจากคลื่นลูกใหญ่ๆและพายุฝนที่ซัดเข้าเวียดนามเป็นประจำทุกปี

ส่วนฮาลองบก  เป็นชื่อที่คนไทยตั้งฉายาให้  เพราะแตกต่างกับการเที่ยวฮาลองเบย์ที่ต้องนั่งเรือท่องเที่ยวขนาดจุผู้โดยสารราว 60-70 คน แต่ฮาลองบกนี้ตรงกันข้ามเพราะใช้เรือแจวขนาดเล็กๆนั่งได้ราว 3-4 คน  โดยมีชาวบ้านเป็นคนพาย  ต่างกับบ้านเราที่ส่วนใหญ่นิยมใช้เรือหางยาว มีเสียงดัง และหนวกหูมาก

เรือแจวหรือเรือพายของเวียดนามค่อนข้างแปลกกว่าที่อื่นๆ  เรือแต่ละลำจะมีไม้พายขนาดใหญ่ 2 ข้าง  ผูกยึดไว้กับกาบเรือ  เวลาพายจะต้องโยกไม้พายไปข้างหน้าพร้อมๆกันทั้งสองข้าง เรือแจวแบบนี้คล้ายเรือแคนูของยุโรป  ต่างกันตรงที่เรือแคนูจะนั่งกลับหลัง  ส่วนเรือแจวของเวียดนามจะนั่งหันหน้าไปตามปกติ  ที่แปลกกว่าเรืออื่นๆตรงที่หากคนพายเมื่อยมือก็จะใช้เท้าแทน  ได้ยินว่าการใช้เท้าจะทุ่นแรงกว่าการใช้มือ

เรือแจวที่ฮาลองบกเป็นเรือลำเล็กๆแบบชาวบ้าน  ไม่ได้ดัดแปลงอะไรเป็นพิเศษ และไม่มีหลังคา  ฝนตกก็สนุกสนานกันตามระเบียบ

วันนั้นหลังทานข้าวกลางวันเสร็จก็ออกมาอยู่ลานกว้างเพื่อเตรียมลงเรือ ปรากฏว่าเจอทั้งฝนและลมค่อนข้างแรง  แต่มีบริการร่มและเสื้อกันฝนขายในราคาถูกประเภทใช้ครั้งเดียวแล้วต้องทิ้งเพราะมันบอบบางมาก  โดยเฉพาะร่มที่เป็นของนำเข้าจากจีน ต้องบอกว่าห่วยมาก  เจอลมแรงเข้าหน่อยมันก็กระดกลู่ตามลมเฉยเลย  เรียกว่าหงายเก๋งไม่เป็นท่า  แถมโครงลวดหักหลุดลุ่ย  ในที่สุดก็ต้องใช้มือคอยช่วยจับร่มที่พิกลพิการ

ส่วนเสื้อฝนก็บางแสนบาง  ประมาณว่าหนากว่าถุงก๊อปแก๊ปขึ้นมาหน่อย  แต่พอใส่แล้วปรากฏว่ากระดุมใช้ไม่ได้  พยายามแล้วพยายามอีก  ในที่สุดมันก็ขาด   จึงต้องทำใจยอมใส่มันทั้งอย่างนั้น  อย่างน้อยๆก็พอช่วยปกปิดไม่ให้กล้องเปียกฝน

งานนี้เลยทุลักทุเลพอสมควร  

พอเรือออกสู่ที่โล่ง ทั้งลมและฝนก็สาดเป็นระรอกจนต้องเก็บกล้อง  นานๆจึงจะหยิบออกมาถ่ายสักครั้ง ถ่ายเสร็จก็ต้องรีบเช็ด  ดีที่พกผ้าเช็ดหน้าติดกระเป๋ากล้องไปด้วย  จึงพอแก้ขัดใช้บังฝนไปได้บ้าง

ภาพจากฮาลองบกที่เห็นในชุดนี้ถือว่าได้ภาพน้อยกว่าที่ควรจะเป็น  แต่ก็ยังพอให้เห็นบรรยากาศในบริเวณนั้นว่าน่าสนใจเพียงใด  และต้องบอกก่อนว่า   พื้นน้ำที่เห็นเป็นทะเลสาบนั้นก็คือทุ่งนาดีๆนี่เอง แต่เนื่องจากช่วงนี้เป็นฤดูน้ำหลากจึงดูคล้ายทะเลสาบ  น้ำลดเมื่อไหร่ชาวบ้านเค้าก็จะลงมือทำนา

จากทะเลสาบก็จะมีทุ่งนาขึ้นมาแทน  ปรากฏการณ์ของธรรมชาติเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี  นอกจากนี้ช่วงน้ำหลากชาวนาก็ยังมีรายได้พิเศษจากการพายเรือรับ-ส่งนักท่องเที่ยว  โดยคณะกรรมการชุมชนได้จัดระเบียบให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วม  เป็นการการจายรายได้ให้ทัดเทียมเท่ากัน

ฮาลองบกหากมาในช่วงต้นข้าวโตเต็มที่  จะเป็นภาพที่สวยงามไปอีกแบบหนึ่ง  ใครอยากเห็นทะเลสาบกลายเป็นทุ่งนาก็ต้องสอบถามหาข้อมูลกันให้ดีๆ  จะได้มาเที่ยวแล้วไม่ผิดหวัง ทางที่ดีน่าจะมาแบบแบคแพคหรือมากันเอง จะได้มีเวลาถ่ายภาพได้มากขึ้น

ปัจจุบันเข้าใจว่าทุกอย่างน่าจะเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น  ทั้งเรื่องพาหนะการเดินทางและเรื่องที่พัก  ระยะทางราว 100 กม.จากกรุงฮานอย  ถือว่าไม่ไกลนัก  นั่งเครื่องจากสุวรรรภูมิมาถึงฮานอยราว 11 โมงเช้า  เที่ยวและนอนค้างที่ฮานอยสักคืน  แล้วเดินทางต่อไปที่นิงห์บินห์ จะเหมาแท็กซี่ไปก็ไม่แพงมากนัก  ไปถึงนิงห์บิงห์แล้วมีที่เที่ยวแบบชนบทมากมาย  หรือเช่าจักรยานเที่ยวประเภท Trekking tour  ขี่จักรยานเที่ยวไปในชนบทแล้วได้รู้ได้เห็น และได้สัมผัสกับคนเวียดนามได้อย่างใกล้ชิด  ธรรมชาติก็สวยงาม  น่าเที่ยวมาก  ใครไปเห็นแล้วก็อยากให้เวียดนามมีสภาพเช่นนี้ไปอีกนานๆ  ,เพราะหาไม่ได้อีกแล้วในย่านนี้ นาข้าวสุดลูกหูลูกตาจะหาได้ที่ไหน น้ำท่าก็สมบูรณ์

ประเทศเวียดนามมีเสน่ห์ก็ตรงที่มีความเป็นธรรมชาติในทุกหนทุกแห่ง  การทำนายังเป็นอาชีพหลัก  และทำกับแบบดั่งเดิมโดยไม่พึ่งพาเครื่องทุ่นแรง

มาเที่ยวฮาลองบกช่วงนี้เห็นแต่ทะเลสาบ  แต่พอมาอีกช่วงหนึ่งพื้นที่เหล่านี้จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวของต้นข้าว   ใครอยากเห็นภาพตามตัวอย่างจากบางเว็บไซต์ก็ต้องรอให้ถึงช่วงเวลานั้น

ระดับน้ำที่เห็นในทะเลสาบนี้ความจริงแล้วสูงราว1 - 2 เมตรเท่านั้นเอง  ขณะนั่งเรือก็ยังเห็นต้นหญ้าอยู่เบื้องล่าง   มาเที่ยวที่นี่แล้วจึงไม่ต้องกังวลว่าจะตกเรือจมน้ำ  เพราะไม่ลึกจนเกินไป  แต่เพื่อความปลอดภัยเจ้าหน้าที่ก็ยังต้องคอยระวัง  โดยพายเรือปะปนไปกับนักท่องเที่ยว  โดยเฉพาะวันนี้ที่ถือว่าน่าเป็นห่วงกว่าวันอื่นๆ  มีรายงานว่าศูนย์กลางของพายุช้างสารกำลังเคลื่อนผ่านเมืองนี้

มาคราวนี้เจอทั้งลมและฝนชนิดสะใจมาก  ได้อรรถรสทั้งกายและใจเลยทีเดียว  เป็นประสบการณ์ที่หลายคนอาจไม่ได้เจอ  เพราะพายุฝนที่เห็นนี้ดูทีท่าว่าจะแรงขึ้นเรื่อยๆ  นี่คงเป็นการทักทายของพายุ “ช้างสาร”  ที่กำลังจะมาเยื่อนเมืองนิงบินห์และเมืองอื่นๆที่อยู่ในแนวเดียวกัน

เที่ยวฮาลองบก  ทำให้เห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่ชาวนาของเวียดนามว่ามีวิถีชีวิตที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องน้ำที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักของอาชีพเกษตรกรรม  เป็นความอุดมสมบูรณ์ที่ได้เปรียบกว่าประเทศอื่นๆมาก คนเวียดนามจึงคุ้นเคยกับเรื่องฝนฟ้า  รวมไปถึงพายุรุนแรงที่มักมาเยือนกันเป็นประจำทุกปี

เราเคยคิดว่าเมืองไทยเราอุดมสมบูรณ์กว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้ แต่ถ้าหากมีโอกาสมาเที่ยวเวียดนามแล้วคงต้องปรับเปลี่ยนความเชื่อนี้กันใหม่ เพราะไปทางไหน  และไม่ว่าเมืองไหนๆของเวียดนามก็มีแต่ความอุดมสมบูรณ์

เมืองไทยสภาพที่ดูเป็นชนบทแบบเมืองนิงห์บิงห์นี้มันกลายเป็นอดีตที่ผ่านพ้นไปหลายสิบปีแล้ว  หรือยุคสมัยที่บ้านเรือนในชนบทยังมุงหลังคาบ้านด้วยหญ้าคาหรือมุงจาก  มีกองฟางอยู่ปลายทุ่ง  และปล่อยไอ้ทุยให้เล็มหญ้าอยู่ในคอกเล็กๆภายในบ้าน  ยามค่ำคืนก็สุมไฟไล่ยุง  นี่เป็นภาพในอดีตที่เราไม่สามารถย้อนกลับไปได้

แต่เวียดนามเป็นประเทศยังไม่เติบโตเท่าประเทศไทย   จึงยังพบเห็นภาพชนบทแบบดั่งเดิมกันได้ในหลายๆแห่ง  เรียกว่าไม่ว่าจะไปเมืองไหนๆก็ต้องเจอ

นั่งฮาลองบกคราวนี้ถือว่าสัมผัสธรรมชาติกันอย่างเต็มอิ่มท่ามกลางสายฝน  จนทางท่าเรือต้องหยุดให้บริการหลังจากที่คณะของเราออกจากฝั่งได้ไม่นาน  จะเรียกว่าเป็นชุดสุดท้ายก็ว่าได้  เพราะช่วงขากลับปรากฏว่าไม่มีเรือนักท่องเที่ยวแล่นสวนมาแม้แต่ลำเดียว  ส่วนที่เห็นกลุ่มใหญ่ในช่วงแรกๆนั้น  พวกเค้ากำลังพายเรือกลับเข้าฝั่งกัน

การล่องฮาลองบกที่นิงห์บิงห์บริเวณนี้เรียกว่า Tam Coc  แปลว่า 3 ถ้ำ (Tam แปลว่า 3  Coc แปลว่าถ้ำ )  ระหว่างทางเรายังมีโอกาสลอดถ้ำที่มืดสนิท  และไม่มีไฟฉายส่องทาง  ถือว่าเป็นความชำนาญของชาวบ้านที่พายเรือให้เรานั่ง

ยังมีอีกแห่งหนึ่งที่มีสภาพใกล้เคียงกัน  หรือฮาลองบกแห่งที่สอง  และพึ่งเปิดบริการเมื่อไม่กี่เดือนมานี้  มีชื่อว่า  Hoa Lu  อยู่ห่างกับ Tam Coc ราว  2 กม. หรืออยู่คนละด้านของภูเขาของเขตอุทยานแห่งเดียวกัน สภาพทั่วๆไปคงไม่ต่างกับแห่งแรกมากนัก  แต่อนาคตหากมีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นก็คงเป็นที่นิยมไม่แพ้กัน

การล่องเรือพายชมธรรมชาติท่ามกลางขุนเขาและทะเลสาบน้ำตื้น  ที่สมบูรณ์แบบนี้  คงหาชมได้ยากสำหรับประเทศอื่นๆ   หรืออาจมีที่นี่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น

การที่เวียดนามนำเอาวิถีชีวิตแบบพื้นบ้านหรือฮาลองบกนี้มาเป็นจุดขายเพื่อการท่องเที่ยว   เป็นการอาศัยความได้เปรียบทางธรรมชาติมาช่วยสร้างรายได้ให้ชาวบ้านในชนบท  หากมองเผินๆแล้วแทบไม่ต้องลงทุนอะไรมากเลย   ขณะเดียวกันก็สอดคล้องกับการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ ในช่วงที่เกิดภาวะโลกร้อน






• สงครามเวียดนาม
• สงครามเวียดนาม (ค.ศ. 1957-1975) เป็นสงครามระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ เวียดนามเหนือได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียและจีน ส่วนเวียดนามใต้ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา สงครามเวียดนามจบลงด้วยชัยชนะของเวียดนามเหนือและรวมประเทศเวียดนามทั้งสองเข้าด้วยกัน
• สาเหตุของสงครามเวียดนาม
• เหตุผลของการเกิดสงครามเวียดนามก็คือไม่ต้องการให้ประเทศเวียดนามตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศอื่น ซึ่งในเวลาก่อนหน้านั้นประเทศเวียดนามเองก็ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศฝรั่งเศษ จากนั้นก็ถูกญี่ปุ่นมารุกราน จีนก็เข้ามาบ้างเป็นครั้งคราว จึงเกิดขบวนการเวียดมินท์ขึ้นเพื่อปลดปล่อยประเทศเวียดนามและต้องการรวมชาติให้เป็นเวียดนามเพียงหนึ่งเดียว
• ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ขบวนการเวียดมินห์ ได้เกิดขึ้นโดย โฮจิมินห์ เป็นผู้นำ เพียงหวังว่าจะขับไล่ญี่ปุ่นออกจากประเทศไปเท่านั้น แต่ในปี ค.ศ. 1944 พวกเวียดมินห์ได้ตั้งกองบัญชาการกองโจรขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนกำลังและอาวุธจากสหรัฐอเมริกา
• ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1945 ญี่ปุ่นกำลังจะแพ้สงครามในสงครามโลก ชาวเวียดนามกลุ่มต่างๆ ที่ดิ้นรนเพื่อเป็นเอกราช มีผู้นำคือ พระจักรพรรดิเบาได๋ ซึ่งเคยเป็นจักรพรรดิแคว้นอันนัม ได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็น "จักรพรรดิแห่งเวียดนาม"
• ปี ค.ศ. 1948 โงดินห์เตียมได้เสนอให้ฝรั่งเศสยกฐานะเวียดนามขึ้นเป็นประเทศในเครือจักรภพ แต่ฝรั่งเศสไม่ยอมรับ
• ปี ค.ศ. 1950 สหรัฐอเมริกา ได้เริ่มเข้าช่วยฝรั่งเศสในการรบกับเวียดมินห์
• ปี ค.ศ. 1954 อนุสัญญาเจนิวาได้กำหนดให้แบ่งเวียดนามออกเป็นสองส่วนคือภาคเหนือกับภาคใต้โดยใช้เส้นรุ้งที่ 17
• ปี ค.ศ. 1959 เวียดนามเหนือเริ่มรุกรานเวียดนามใต้ ได้เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามของคนชาติเดียวกันที่ต่อสู้กันมาอย่างยาวนาน
• สงครามเวียดนามเป็นสงครามระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ โดยฝ่ายเวียดนามเหนือมีฝ่ายคอมมิวนิสต์ซึ่งสหภาพโซเวียตและจีนให้การสนับสนุน ส่วนเวียดนามใต้เป็นฝ่ายประชาธิปไตยที่สหรัฐอเมริกาและประเทศพันธมิตรให้การสนับสนุน ซึ่งประเทศอเมริกาต้องทุ่มเทงบประมาณและสูญเสียชีวิตของทหารไปจำนวนมากไปกับสงครามเวียดนามในครั้งนี้ เนื่องจากทหารอเมริกไม่คุ้นเคยกับสภาพพื้นที่และการต่อสู้แบบกองโจรของทหารเวียดกง
• วันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1973 มีการลงนามในข้อตกลงสันติภาพปารีส (Paris Peace Accords) ให้อเมริกาถอนกำลังทหารออกไปเวียดนามใต้
• วันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1975 กองทัพเวียดนามเหนือก็บุกยึดไซ่ง่อนได้สำเร็จ สงครามเวียดนาม (Vietnam Wars) ยุติลงอย่างเป็นทางการ
• วันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 1975 เวียดนามทั้งสองรวมประเทศเข้าด้วยกัน แล้วประกาศใช้ชื่อประเทศใหม่ว่า สาธารณรัฐเวียดนาม
• คนเวียดนามเรียกสงครามครั้งนี้ว่า "สงครามปกป้องชาติจากอเมริกา" หรือ "สงครามอเมริกัน" ผลปวงของสงครามในครั้งนั้นมีทหารอเมริกันเสียชีวิตจำนวน 58,226 นาย บาทเจ็บอีกจำนวน 153,303 นาย และคาดว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดในสงครามครั้งนี้ประมาณ 900,000 – 4,000,000 คน

• พิพิธภัณฑ์ทหาร (Army Museum) ฮานอย
• ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนถนนเดียนเบียนฟู (Dien Bien Phu)
• ค่าเข้าชม 10,000 ดอง
• เวลาทำการ เปิด 08.00 – 11.30 น. และ 13.30 – 16.30 น. หยุดวันจันทร์
• พิพิธภัณฑ์ทหาร สร้างขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงการประกาศอิสรภาพและการรวมชาติของชาวเวียดนาม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทำสงครามกับมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา โดยภายในพื้นที่ได้นำซากเครื่องบินทิ้งระเบิด B52 มาจัดให้คนรุ่นหลังได้เห็นถึงความโหดร้ายของสงคราม เมื่อเข้าไปด้านในก็มีภาพถ่ายของนักรบที่ร่วมกันชนะสงคราม เครื่องแบบทหารอเมริกา และยังมีโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กๆ ซึ่งฉายภาพช่วงท้ายๆ ของสงครามเวียตนาม สำหรับที่นี่ชาวเวียตนามออกเสียงว่า บ่าว ตาง กวาน โด่ย (Bao Tang Quan Doi พิพิธภัณฑ์ทหาร)


พิพิธภัณฑ์ทหาร ฮานอย สงครามเวียดนาม




• สงครามเวียดนาม
• สงครามเวียดนาม (ค.ศ. 1957-1975) เป็นสงครามระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ เวียดนามเหนือได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียและจีน ส่วนเวียดนามใต้ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา สงครามเวียดนามจบลงด้วยชัยชนะของเวียดนามเหนือและรวมประเทศเวียดนามทั้งสองเข้าด้วยกัน
• สาเหตุของสงครามเวียดนาม
• เหตุผลของการเกิดสงครามเวียดนามก็คือไม่ต้องการให้ประเทศเวียดนามตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศอื่น ซึ่งในเวลาก่อนหน้านั้นประเทศเวียดนามเองก็ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศฝรั่งเศษ จากนั้นก็ถูกญี่ปุ่นมารุกราน จีนก็เข้ามาบ้างเป็นครั้งคราว จึงเกิดขบวนการเวียดมินท์ขึ้นเพื่อปลดปล่อยประเทศเวียดนามและต้องการรวมชาติให้เป็นเวียดนามเพียงหนึ่งเดียว
• ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ขบวนการเวียดมินห์ ได้เกิดขึ้นโดย โฮจิมินห์ เป็นผู้นำ เพียงหวังว่าจะขับไล่ญี่ปุ่นออกจากประเทศไปเท่านั้น แต่ในปี ค.ศ. 1944 พวกเวียดมินห์ได้ตั้งกองบัญชาการกองโจรขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนกำลังและอาวุธจากสหรัฐอเมริกา
• ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1945 ญี่ปุ่นกำลังจะแพ้สงครามในสงครามโลก ชาวเวียดนามกลุ่มต่างๆ ที่ดิ้นรนเพื่อเป็นเอกราช มีผู้นำคือ พระจักรพรรดิเบาได๋ ซึ่งเคยเป็นจักรพรรดิแคว้นอันนัม ได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็น "จักรพรรดิแห่งเวียดนาม"
• ปี ค.ศ. 1948 โงดินห์เตียมได้เสนอให้ฝรั่งเศสยกฐานะเวียดนามขึ้นเป็นประเทศในเครือจักรภพ แต่ฝรั่งเศสไม่ยอมรับ
• ปี ค.ศ. 1950 สหรัฐอเมริกา ได้เริ่มเข้าช่วยฝรั่งเศสในการรบกับเวียดมินห์
• ปี ค.ศ. 1954 อนุสัญญาเจนิวาได้กำหนดให้แบ่งเวียดนามออกเป็นสองส่วนคือภาคเหนือกับภาคใต้โดยใช้เส้นรุ้งที่ 17
• ปี ค.ศ. 1959 เวียดนามเหนือเริ่มรุกรานเวียดนามใต้ ได้เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามของคนชาติเดียวกันที่ต่อสู้กันมาอย่างยาวนาน
• สงครามเวียดนามเป็นสงครามระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ โดยฝ่ายเวียดนามเหนือมีฝ่ายคอมมิวนิสต์ซึ่งสหภาพโซเวียตและจีนให้การสนับสนุน ส่วนเวียดนามใต้เป็นฝ่ายประชาธิปไตยที่สหรัฐอเมริกาและประเทศพันธมิตรให้การสนับสนุน ซึ่งประเทศอเมริกาต้องทุ่มเทงบประมาณและสูญเสียชีวิตของทหารไปจำนวนมากไปกับสงครามเวียดนามในครั้งนี้ เนื่องจากทหารอเมริกไม่คุ้นเคยกับสภาพพื้นที่และการต่อสู้แบบกองโจรของทหารเวียดกง
• วันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1973 มีการลงนามในข้อตกลงสันติภาพปารีส (Paris Peace Accords) ให้อเมริกาถอนกำลังทหารออกไปเวียดนามใต้
• วันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1975 กองทัพเวียดนามเหนือก็บุกยึดไซ่ง่อนได้สำเร็จ สงครามเวียดนาม (Vietnam Wars) ยุติลงอย่างเป็นทางการ
• วันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 1975 เวียดนามทั้งสองรวมประเทศเข้าด้วยกัน แล้วประกาศใช้ชื่อประเทศใหม่ว่า สาธารณรัฐเวียดนาม
• คนเวียดนามเรียกสงครามครั้งนี้ว่า "สงครามปกป้องชาติจากอเมริกา" หรือ "สงครามอเมริกัน" ผลปวงของสงครามในครั้งนั้นมีทหารอเมริกันเสียชีวิตจำนวน 58,226 นาย บาทเจ็บอีกจำนวน 153,303 นาย และคาดว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดในสงครามครั้งนี้ประมาณ 900,000 – 4,000,000 คน

• พิพิธภัณฑ์ทหาร (Army Museum) ฮานอย
• ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนถนนเดียนเบียนฟู (Dien Bien Phu)
• ค่าเข้าชม 10,000 ดอง
• เวลาทำการ เปิด 08.00 – 11.30 น. และ 13.30 – 16.30 น. หยุดวันจันทร์
• พิพิธภัณฑ์ทหาร สร้างขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงการประกาศอิสรภาพและการรวมชาติของชาวเวียดนาม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทำสงครามกับมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา โดยภายในพื้นที่ได้นำซากเครื่องบินทิ้งระเบิด B52 มาจัดให้คนรุ่นหลังได้เห็นถึงความโหดร้ายของสงคราม เมื่อเข้าไปด้านในก็มีภาพถ่ายของนักรบที่ร่วมกันชนะสงคราม เครื่องแบบทหารอเมริกา และยังมีโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กๆ ซึ่งฉายภาพช่วงท้ายๆ ของสงครามเวียตนาม สำหรับที่นี่ชาวเวียตนามออกเสียงว่า บ่าว ตาง กวาน โด่ย (Bao Tang Quan Doi พิพิธภัณฑ์ทหาร)





• ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม (Ho Hoan Kiem หรือ ทะเลสาบคืนดาบ)
ที่ตั้ง : ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองเก่าฮานอย สำหรับนักเดินทางที่มาเยือนฮานอย ซึ่งไม่ได้มากับบริษัททัวร์ส่วนใหญ่นิยมหาที่พักในบริเวณเมืองเก่า ที่เปรียบได้กับถนนข้าวสารของเมืองไทย เพราะมีเกสต์เอาส์และโรงแรมราคาประหยัดมากมาย มีเอเย่นต์ทัวร์สำหรับเลือกซื้อแพ็คเก็จทัวร์หรือตั๋วเดินทางภายในประเทศทั้งทางรถบัส รถไฟ เครื่องบิน และยังมีร้านจำหน่ายอาหารประเภทพื้นเมืองและตะวันตกมากมาย และร้านขายของที่ระลึก 
• ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่าครั้งอดีตพระเจ้าเลไทโต (Le Thai Yo) ได้นำดาบวิเศษซึ่งนำมาต่อสู้กับพวกหมิงจนสามารถปลดปล่อยประเทศให้อิสระแล้ว พระองค์ทรงเรือไปกลางทะเลสาบเพื่อคืนดาบวิเศษให้กับเต่าศักดิ์สิทธิ์ และกล่าวกันว่าเต่าได้ขึ้นมาฉกดาบไปจักพระหัตถ์ของพระองค์ แล้วหายไปในทะเลสาบ อันเป็นเหตุให้ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อว่า ทะเลสาบคืนดาบ
• หากมองไปกลางทะเลสาบจะเห็นเจดีย์โบราณโผล่ขึ้นพ้นน้ำ สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 18 มีชื่อเรียกว่า ทาพรัว (Thap Rua) ซึ่งหมายถึง หอคอยเต่าและในปัจจุบันยังมีหลายคนบอกว่าเห็นเต่าขนาดใหญ่อยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนฤดูกาล

• วัดหง็อกเซิน ( Ngoc Son หรือ วัดเนินหยก)
ที่ตั้ง : อยู่ริมทะเลสาบบนเกาะหยก ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ สามารถข้ามจากฝั่งไปยังวัดโดยข้ามสะพานเทฮุก (The Huc) หรือสะพานแสงอาทิตย์ มีสีแดงสดใสถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของกรุงฮานอย นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกกันเสอมเมื่อถึงวัดหว็อกเซิน ด้านในมีบรรยากาศร่มรื่นและมีศาลาสำหรับนั่งพักผ่อน

ทะเลสาบคืนดาบ



• ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม (Ho Hoan Kiem หรือ ทะเลสาบคืนดาบ)
ที่ตั้ง : ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองเก่าฮานอย สำหรับนักเดินทางที่มาเยือนฮานอย ซึ่งไม่ได้มากับบริษัททัวร์ส่วนใหญ่นิยมหาที่พักในบริเวณเมืองเก่า ที่เปรียบได้กับถนนข้าวสารของเมืองไทย เพราะมีเกสต์เอาส์และโรงแรมราคาประหยัดมากมาย มีเอเย่นต์ทัวร์สำหรับเลือกซื้อแพ็คเก็จทัวร์หรือตั๋วเดินทางภายในประเทศทั้งทางรถบัส รถไฟ เครื่องบิน และยังมีร้านจำหน่ายอาหารประเภทพื้นเมืองและตะวันตกมากมาย และร้านขายของที่ระลึก 
• ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่าครั้งอดีตพระเจ้าเลไทโต (Le Thai Yo) ได้นำดาบวิเศษซึ่งนำมาต่อสู้กับพวกหมิงจนสามารถปลดปล่อยประเทศให้อิสระแล้ว พระองค์ทรงเรือไปกลางทะเลสาบเพื่อคืนดาบวิเศษให้กับเต่าศักดิ์สิทธิ์ และกล่าวกันว่าเต่าได้ขึ้นมาฉกดาบไปจักพระหัตถ์ของพระองค์ แล้วหายไปในทะเลสาบ อันเป็นเหตุให้ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อว่า ทะเลสาบคืนดาบ
• หากมองไปกลางทะเลสาบจะเห็นเจดีย์โบราณโผล่ขึ้นพ้นน้ำ สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 18 มีชื่อเรียกว่า ทาพรัว (Thap Rua) ซึ่งหมายถึง หอคอยเต่าและในปัจจุบันยังมีหลายคนบอกว่าเห็นเต่าขนาดใหญ่อยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนฤดูกาล

• วัดหง็อกเซิน ( Ngoc Son หรือ วัดเนินหยก)
ที่ตั้ง : อยู่ริมทะเลสาบบนเกาะหยก ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ สามารถข้ามจากฝั่งไปยังวัดโดยข้ามสะพานเทฮุก (The Huc) หรือสะพานแสงอาทิตย์ มีสีแดงสดใสถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของกรุงฮานอย นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกกันเสอมเมื่อถึงวัดหว็อกเซิน ด้านในมีบรรยากาศร่มรื่นและมีศาลาสำหรับนั่งพักผ่อน




• วิหารวรรณกรรม
• วิหารวรรณกรรม ภาษาเวียดนามเรียกว่า วันเหมียว (Van mieu) สร้างใน พ.ศ. 1613 สมัยพระเจ้าหลีแถงห์โตง (Ly Thanh Tong) อุทิศให้แด่ขงจื้อ วิหารนี้อยู่ติดกับกว็อกตื่อยาม (Quoc Tu Giam) เป็นโรงเรียนของพวกขุนนางและเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติแห่งแรกของเวียดนาม ต่อมาสมัยราชวงศ์ตรันได้เปลี่ยนชื่อเป็นกว็อกช็อกเวียน (Quoc Hoc Vien) บริเวณตรงหัวมุมทางเข้าด้านหน้าจะมีซุ้มสลักด้วยหินข้อความ “ขอให้ผู้มาเยือนลงจากหลังม้าก่อนที่จะเข้าไปข้างใน”
• วิหารวรรณกรรมแบ่งออกเป็น 5 ชั้นด้วยกัน ประตูทางเข้าด้านหน้าทำเป็น 2 ชั้น มีประตูรูปวงโค้ง คล้ายก๋งจีน สลักชื่อวิหารวรรณกรรมอยู่ชั้นบนสุด เมื่อลอดซุ้มประตูด้านหน้าเข้ามา จะพบความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ สองข้างทางมีบ่อน้ำสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก 2 บ่อ สังเกตได้ว่ามีการวางแผนผังการก่อสร้างที่ดี คำนึงถึงหลักของฮวงจุ้ยเช่นเดียวกับจีน คงได้รับอิทธิพลนี้มาจากจีน เพราะจีนเคยปกครองเวียดนามมาก่อน
• เมื่อเดินผ่านมาถึงอาคารชื่อตึกดาวลูกไก่ เคววันกั๊ก (Khue Van Cac) สถานที่นักอักษรศาสตร์มาท่องบทกวี มีประตูกำแพงใหญ่ได๋แถงห์โมน (Dai Thanh Mon) สัญลักษณ์ของกรุงฮานอย กับสระน้ำขนาดใหญ่ตรงกลางลานด้านหลังประตูมีชื่อว่า สระแสงงาม เทียนกวางติงห์ (Thien Quang Tinh) เวลาแสงจากพระอาทิตย์สาดส่องจะสะท้อนเข้าสู่ประตูใหญ่ ทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง
• บริเวณสองข้างสระแสงงามมีอาคารชั้นเดียวอยู่ 5 หลัง ภายในประดิษฐานแผ่นหินจารึกรวม 82 แผ่นหลงเหลือจากของเดิมที่มีอยู่ถึง 117 แผ่น แผ่นหินเหล่านี้จะตั้งอยู่บนหลังเต่าทำด้วยหิน จารึกชื่อ ผลงาน ประวัติทางวิชาการของผู้ที่สอบผ่านการศึกษาหลักสูตร 3 ปี ระหว่างปีพ.ศ.1985-2322 หลายคนจึงเรียกว่า “แผ่นหินจารึกชื่อจอหงวน”


วิหารวรรณกรรม



• วิหารวรรณกรรม
• วิหารวรรณกรรม ภาษาเวียดนามเรียกว่า วันเหมียว (Van mieu) สร้างใน พ.ศ. 1613 สมัยพระเจ้าหลีแถงห์โตง (Ly Thanh Tong) อุทิศให้แด่ขงจื้อ วิหารนี้อยู่ติดกับกว็อกตื่อยาม (Quoc Tu Giam) เป็นโรงเรียนของพวกขุนนางและเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติแห่งแรกของเวียดนาม ต่อมาสมัยราชวงศ์ตรันได้เปลี่ยนชื่อเป็นกว็อกช็อกเวียน (Quoc Hoc Vien) บริเวณตรงหัวมุมทางเข้าด้านหน้าจะมีซุ้มสลักด้วยหินข้อความ “ขอให้ผู้มาเยือนลงจากหลังม้าก่อนที่จะเข้าไปข้างใน”
• วิหารวรรณกรรมแบ่งออกเป็น 5 ชั้นด้วยกัน ประตูทางเข้าด้านหน้าทำเป็น 2 ชั้น มีประตูรูปวงโค้ง คล้ายก๋งจีน สลักชื่อวิหารวรรณกรรมอยู่ชั้นบนสุด เมื่อลอดซุ้มประตูด้านหน้าเข้ามา จะพบความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ สองข้างทางมีบ่อน้ำสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก 2 บ่อ สังเกตได้ว่ามีการวางแผนผังการก่อสร้างที่ดี คำนึงถึงหลักของฮวงจุ้ยเช่นเดียวกับจีน คงได้รับอิทธิพลนี้มาจากจีน เพราะจีนเคยปกครองเวียดนามมาก่อน
• เมื่อเดินผ่านมาถึงอาคารชื่อตึกดาวลูกไก่ เคววันกั๊ก (Khue Van Cac) สถานที่นักอักษรศาสตร์มาท่องบทกวี มีประตูกำแพงใหญ่ได๋แถงห์โมน (Dai Thanh Mon) สัญลักษณ์ของกรุงฮานอย กับสระน้ำขนาดใหญ่ตรงกลางลานด้านหลังประตูมีชื่อว่า สระแสงงาม เทียนกวางติงห์ (Thien Quang Tinh) เวลาแสงจากพระอาทิตย์สาดส่องจะสะท้อนเข้าสู่ประตูใหญ่ ทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง
• บริเวณสองข้างสระแสงงามมีอาคารชั้นเดียวอยู่ 5 หลัง ภายในประดิษฐานแผ่นหินจารึกรวม 82 แผ่นหลงเหลือจากของเดิมที่มีอยู่ถึง 117 แผ่น แผ่นหินเหล่านี้จะตั้งอยู่บนหลังเต่าทำด้วยหิน จารึกชื่อ ผลงาน ประวัติทางวิชาการของผู้ที่สอบผ่านการศึกษาหลักสูตร 3 ปี ระหว่างปีพ.ศ.1985-2322 หลายคนจึงเรียกว่า “แผ่นหินจารึกชื่อจอหงวน”




• สุสานของโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh’ s Mausoleum)
• สุสานโฮจิมินห์ : ตั้งอยู่ที่จัตุรัสบาดิงห์ อยู่ห่างจากทะเลสาบโฮฮว่านเกี๋ยมไปทางทิศตะวันตก 2 กิโลเมตร จัตุรัสกลางเมืองนี้เป็นที่ประธานาธิบดีโฮจิมินห์อ่านคำประกาศอิสรภาพเวียดนามจากฝรั่งเสสต่อหน้าชาวเวียดนามที่มาชุมนุมกันอยู่ในจัตุรัสมากกว่า 500,000 คน เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ.1945
• สุสานโฮจิมินห์ เป็นอาคารสุสานสร้างด้วยหินอ่อน หินแกรนิต และไม้มีค่าจากทั่วประเทศ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของ Old Quarter สุสานนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1973 หลังจากโฮจิมินห์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1969
• ในสุสานโฮจิมินห์มีทหารกองเกียรติยศในชุดเครื่องแบบเต็มยศสีขาวยืนถือดาบปลายปืนยืนรักษาการณ์อยู่ตลอดเวลา มีทางเดินแคบๆ ไปยังห้องโถงใหญ่ ที่กลางห้องมีแท่นหินตั้งโลงแก้วบรรจุร่างของโฮจิมินห์หรือลุงโฮ ที่นอนสงบเหมือนคนนอนหลับอยู่ภายใน ผู้ที่จะเข้าไปในสุสานจะต้องฝากกระเป๋าถือและสิ่งของมีค่าไว้กับเจ้าหน้าที่ ห้ามถ่ายรูปใดๆ ทั้งสิ้น ผู้เข้าไปเคารพจะต้องแต่งกายเรียบร้อยและสำรวมกิริยาเดินตามกันไปเป็นแถวเรียงหนึ่งตามเส้นทางเดินที่จัดไว้ให้
• ศพของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ได้รับการรักษาไว้ให้อยู่ในสภาพเดิม ซึ่งเป็นความลับทางการแพทย์ของรัสเซีย ที่แพทย์ในโลกตะวันตกยังไม่มีความชำนาญเท่า สุสานโฮจิมินห์จะปิดในฤดูใบไม้ร่วงเป็นเวลานาน 2 เดือน (เดือนตุลาคมและเดือนพฤศจิกายน) เพื่อนำศพลุงโฮไปทำความสะอาดและเปลี่ยนน้ำยาที่รัสเซีย เพื่อให้ศพของรัฐบุรุษที่ชาวเวียดนามนับถือเป็นบิดาของประเทศยืนยงไปชั่วนิรันดร์ ซึ่งขัดกับความประสงค์ของโฮจิมินห์ที่สั่งให้เผาร่างของท่าน แล้วนำเถ้าถ่านกับอังคารไปบรรจุไว้ที่ภาคกลางใต้ ภาคกลาง และภาคเหนือของประเทศ หากแต่ว่ารัฐบาลเวียดนามไม่ยอมปฏิบัติตาม คงเก็บรักษาร่างของลุงโฮไว้ให้คนเวียดนามกราบไหว้บูชาอยู่จนถึงปัจจุบัน

• ทำเนียบประธานาธิบดีและบ้านโฮจิมินห์
• ทำเนียบประธานาธิบดี เป็นอาคารทรงโคโลเนียลสีเหลือง ที่ฝรั่งเศสสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1901 เพื่อใช้เป็นที่ทำการของผู้สำเร็จราชการชาวฝรั่งเศสแห่งอินโด-ไชน่า ที่นี่เป็นสถานที่ทำงานของประธานาธิบดีโฮจิมินห์เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ปัจจุบันเป็นที่รับแขกเมืองของเวียดนาม รอบๆ ทำเนียบมีสวนดอกไม้และสระน้ำ
• บ้านพักโฮจิมินห์ ด้านหลังทำเนียบมีบ้านไม้หลังเล็กๆ ซึ่งลุงโฮใช้เป็นที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต ใต้ถุนบ้านเล็กๆ หลังนี้เป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ ที่โฮจิมินห์ใช้เป็นที่ประชุมคณะกรรมการโปลิตบุโร กับนายทหารคนสำคัญๆ วางแผนการรบกับทหารสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียดนาม ข้างบนบ้านเป็นห้องหนังสือและห้องนอนของโฮจิมินห์ซึ่งอยู่อย่างสมถุและเป็นโสดมาตลอดชีวิต

• เจดีย์เสาเดียว
• เจดีย์เสาเดียว ตั้งอยู่ใกล้บ้านลุงโฮ ชาวเวียดนามเรียกว่า จั่วโมดโกด เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 วัดเจดีย์เสาเดียวสร้างเป็นศาลาเก๋งจีนหลังเดียวขนาดเล็กตั้งอยู่บนเสาต้นเดียว ศาลานี้อยู่กลางสระบัวรูปสี่เหลี่ยม ภายในศาลาประดิษฐานรูปเจ้าแม่กวนอิม ปางสิบกร เป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งในฮานอย

• พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Museum)
• ที่ตั้ง : ตั้งอยู่หลังสวนสาธารณะใกล้ๆ กับจัตุรัสบาดิงห์ เดินผ่านสวนสาธารณะที่มีเจดีย์เสาเดียวตั้งอยู่ ก็จะพบกับพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ เป็นรูปแบบของอาคารสมัยใหม่ขนาดใหญ่ มีการจัดแสดงนิทรรศการมากมาย มีการถ่ายภาพขาวดำ ในสมัยสงคราม ซึ่งจะได้เห็นความเป็นอยู่ของเหล่าทหารกู้ชาติอีกด้วยและเรื่องราวการสู้รบในสมัยครามเวียดนาม

สุสานโฮจิมินห์ เจดีย์เสาเดียว


• สุสานของโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh’ s Mausoleum)
• สุสานโฮจิมินห์ : ตั้งอยู่ที่จัตุรัสบาดิงห์ อยู่ห่างจากทะเลสาบโฮฮว่านเกี๋ยมไปทางทิศตะวันตก 2 กิโลเมตร จัตุรัสกลางเมืองนี้เป็นที่ประธานาธิบดีโฮจิมินห์อ่านคำประกาศอิสรภาพเวียดนามจากฝรั่งเสสต่อหน้าชาวเวียดนามที่มาชุมนุมกันอยู่ในจัตุรัสมากกว่า 500,000 คน เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ.1945
• สุสานโฮจิมินห์ เป็นอาคารสุสานสร้างด้วยหินอ่อน หินแกรนิต และไม้มีค่าจากทั่วประเทศ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของ Old Quarter สุสานนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1973 หลังจากโฮจิมินห์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1969
• ในสุสานโฮจิมินห์มีทหารกองเกียรติยศในชุดเครื่องแบบเต็มยศสีขาวยืนถือดาบปลายปืนยืนรักษาการณ์อยู่ตลอดเวลา มีทางเดินแคบๆ ไปยังห้องโถงใหญ่ ที่กลางห้องมีแท่นหินตั้งโลงแก้วบรรจุร่างของโฮจิมินห์หรือลุงโฮ ที่นอนสงบเหมือนคนนอนหลับอยู่ภายใน ผู้ที่จะเข้าไปในสุสานจะต้องฝากกระเป๋าถือและสิ่งของมีค่าไว้กับเจ้าหน้าที่ ห้ามถ่ายรูปใดๆ ทั้งสิ้น ผู้เข้าไปเคารพจะต้องแต่งกายเรียบร้อยและสำรวมกิริยาเดินตามกันไปเป็นแถวเรียงหนึ่งตามเส้นทางเดินที่จัดไว้ให้
• ศพของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ได้รับการรักษาไว้ให้อยู่ในสภาพเดิม ซึ่งเป็นความลับทางการแพทย์ของรัสเซีย ที่แพทย์ในโลกตะวันตกยังไม่มีความชำนาญเท่า สุสานโฮจิมินห์จะปิดในฤดูใบไม้ร่วงเป็นเวลานาน 2 เดือน (เดือนตุลาคมและเดือนพฤศจิกายน) เพื่อนำศพลุงโฮไปทำความสะอาดและเปลี่ยนน้ำยาที่รัสเซีย เพื่อให้ศพของรัฐบุรุษที่ชาวเวียดนามนับถือเป็นบิดาของประเทศยืนยงไปชั่วนิรันดร์ ซึ่งขัดกับความประสงค์ของโฮจิมินห์ที่สั่งให้เผาร่างของท่าน แล้วนำเถ้าถ่านกับอังคารไปบรรจุไว้ที่ภาคกลางใต้ ภาคกลาง และภาคเหนือของประเทศ หากแต่ว่ารัฐบาลเวียดนามไม่ยอมปฏิบัติตาม คงเก็บรักษาร่างของลุงโฮไว้ให้คนเวียดนามกราบไหว้บูชาอยู่จนถึงปัจจุบัน

• ทำเนียบประธานาธิบดีและบ้านโฮจิมินห์
• ทำเนียบประธานาธิบดี เป็นอาคารทรงโคโลเนียลสีเหลือง ที่ฝรั่งเศสสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1901 เพื่อใช้เป็นที่ทำการของผู้สำเร็จราชการชาวฝรั่งเศสแห่งอินโด-ไชน่า ที่นี่เป็นสถานที่ทำงานของประธานาธิบดีโฮจิมินห์เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ปัจจุบันเป็นที่รับแขกเมืองของเวียดนาม รอบๆ ทำเนียบมีสวนดอกไม้และสระน้ำ
• บ้านพักโฮจิมินห์ ด้านหลังทำเนียบมีบ้านไม้หลังเล็กๆ ซึ่งลุงโฮใช้เป็นที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต ใต้ถุนบ้านเล็กๆ หลังนี้เป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ ที่โฮจิมินห์ใช้เป็นที่ประชุมคณะกรรมการโปลิตบุโร กับนายทหารคนสำคัญๆ วางแผนการรบกับทหารสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียดนาม ข้างบนบ้านเป็นห้องหนังสือและห้องนอนของโฮจิมินห์ซึ่งอยู่อย่างสมถุและเป็นโสดมาตลอดชีวิต

• เจดีย์เสาเดียว
• เจดีย์เสาเดียว ตั้งอยู่ใกล้บ้านลุงโฮ ชาวเวียดนามเรียกว่า จั่วโมดโกด เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 วัดเจดีย์เสาเดียวสร้างเป็นศาลาเก๋งจีนหลังเดียวขนาดเล็กตั้งอยู่บนเสาต้นเดียว ศาลานี้อยู่กลางสระบัวรูปสี่เหลี่ยม ภายในศาลาประดิษฐานรูปเจ้าแม่กวนอิม ปางสิบกร เป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งในฮานอย

• พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Museum)
• ที่ตั้ง : ตั้งอยู่หลังสวนสาธารณะใกล้ๆ กับจัตุรัสบาดิงห์ เดินผ่านสวนสาธารณะที่มีเจดีย์เสาเดียวตั้งอยู่ ก็จะพบกับพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ เป็นรูปแบบของอาคารสมัยใหม่ขนาดใหญ่ มีการจัดแสดงนิทรรศการมากมาย มีการถ่ายภาพขาวดำ ในสมัยสงคราม ซึ่งจะได้เห็นความเป็นอยู่ของเหล่าทหารกู้ชาติอีกด้วยและเรื่องราวการสู้รบในสมัยครามเวียดนาม



• ฮานอย ฮานอยเคยเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของเวียตนามตั้งแต่ปี พ.ศ. 1553 มีอายุ 1,000 ปี ซึ่งเป็นปีที่จักรพรรดิลีไทโด ทรงสถาปนาพระราชวังทังลองขึ้น ณ ดินแดนแห่งนี้ ตลอดช่วงเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงชื่อเมืองอีกหลายครั้ง ฮานอย แปลว่า เมืองบนฝั่งโค้งของแม่น้ำ นับเป็นเมืองหลวงที่มีขนาดเล็กที่มีความสวยงามมากตลอดสองฟากถนนเราสามารถเห็นตึกสไตล์โคโลเนียลอยู่เรียงรายสองข้างทาง
• ฮานอย ในภาษาเวียดนาม ฮา แปลว่า แม่น้ำ นอย แปลว่า ข้างใน ฮานอยตั้งอยู่ใจกลางสันดอนลุ่มแม่น้ำแดงในภาคเหนือของประเทศ มีทะเลสาบน้อยใหญ่ถึง 18 แห่ง มีทะเลสาบประจมเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุด และมีทะเลสาบใจกลางกรุงที่ขึ้นชื่ออย่าง โฮฮว่านเกี๋ยม นับเป็นเมืองหลวงขนาดเล็กที่มีเสน่ห์ไม่แพ้เมืองหลวงของประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชีย ดังนั้น เมื่อคุณเดินทางมาถึงฮานอยจุดแรกที่ควรไม่ควรพลาดคือการไปริ่มต้นที่ ทะเลสาบโฮฮว่าเกี๋ยม ซึ่งเป็นย่านการค้าที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง มีถนนสายเล็กๆ 36 สายตัดสลับกันไปมา ชาวเวียตนามเรียกถนนสายนี้ว่า บาเมื่อยซัวโฟเฟือง แปลว่า 36 ถนน ชาวต่างชาติจะรู้จักกันในชื่อ โอลด์ควอเตอร์ หรือถนน 36 สาย บรรยาศของตลาดนี้คล้ายกับเยาวราชในประเทศไทย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้งโรงแรม เกสต์เฮาส์ บริษัทนำเที่ยว ร้านอินเตอร์เน็ต ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ใจกลางเมืองซึ่งเป็นย่านเก่าในเมืองฮานอย และห่างจากกรุงฮานอยมาทางทิศเหนือระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร ยังเป็นที่ตั้งของมรดกโลกทางธรรมชาติที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกอย่างอ่าวฮาลอง ทะเลสาบที่มีเนื้อที่กว่า 4,000 ตารางกิโลเมตร มีเกาะหินปูนน้อยใหญ่ที่ถูกกัดเซาะจากคลื่นลมในท้องทะเลเป็นเวลากว่าพันปี จนเกิดหินปูนรูปทรงสวยงาม วางเรียงรายอยู่บนผืนน้ำมากกว่า 1,000 เกาะ บรรยากาศเหมือนอ่าวพังงาในประเทศไทย
• การเดินทางจากประเทศไทย
• ทางรถยนต์ จากกรุงเทพฯ ใช้บริการรถโดยสารประจำทางไปยังจังหวัดหนองคาย จากนั้นข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เดินทางไปยังนครเวียงจันทน์ มีรถโดยสารเดินทางจากนครเวียงจันทน์ไปยังกรุงฮานอย ประเทศเวียตนาม จอดอยู่ตรงข้ามดับโรงแรมเจริญชัย ติดกับสถานทูตอเมริกา วันละ 1 เที่ยว คือ เวลา 18.00 น. ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 15 – 16 ชั่วโมง ส่วนขากลับมีรถโดยสารประจำทางออกจากหน้าสถานทูตลาวในกรุงฮานอยกลับนครเวียงจันทน์อีกวันละหนึ่งเที่ยวเช่นกัน
• ทางอากาศ ปัจจุบันมีสายการบินไทย สายการบินไทยแอร์เอเชีย และสายการบินเวียดนาม แอร์ไลน์ ให้บริการเยวบินสู่สนามบินฮานอย
• การเดินทางท่องเที่ยวภายเมืองฮานอย
• พาหนะในการเดินทางเที่ยวชมเมืองฮานอยนั้นมีหลากหลายประเภท ทั้ง จักรยาน พาหนะยอดนิยมของนักท่อเที่ยวในการขี่เที่ยวชมรอบตัวเมือง สามารถหาเช่าได้ตามโรงแรมในประราคาประมาณ 10,000 ดอง/วัน หรือถ้าจะนั่งเที่ยวชมแบบสบายๆ ก็มีบริการของซิโคล่สามล้อถีบที่เราต้องนั่งอยู่ด้านหน้า และคนให้บริการปั่นจักรยายอยู่ด้านหลัง มีให้เลือกทั้งแบบนั่งชมรอบเมืองในราคาประมาณ 5,000 ดอง/คน หรือจะเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ราคาตามแต่จะตกลง
• ข้อแนะนำในการนั่งซิโคล่ในเมืองฮานอย คือ คุณควรจะตกลงสถานที่ท่องเที่ยวและราคาให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง ทางที่ดีควรพกแผนที่ตัวเมืองฮานอยติดตัวไปด้วย เพื่อบอกให้คนขับรู้จุดหมายปลายทาง จะได้ไม่ต้องมีปัญหาในเรื่องของภาษาที่ใช้ในการสื่อสานเพราะชาวฮานอยส่วนใหญ่จะพูดภาษาอังกฤษได้น้อยกว่าเมืองโฮจิมินห์

• สถานที่ท่องเที่ยวในฮานอย
• ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม (Ho Hoan Kiem หรือ ทะเลสาบคืนดาบ)
ที่ตั้ง : ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองเก่าฮานอย สำหรับนักเดินทางที่มาเยือนฮานอย ซึ่งไม่ได้มากับบริษัททัวร์ส่วนใหญ่นิยมหาที่พักในบริเวณเมืองเก่า ที่เปรียบได้กับถนนข้าวสารของเมืองไทย เพราะมีเกสต์เอาส์และโรงแรมราคาประหยัดมากมาย มีเอเย่นต์ทัวร์สำหรับเลือกซื้อแพ็คเก็จทัวร์หรือตั๋วเดินทางภายในประเทศทั้งทางรถบัส รถไฟ เครื่องบิน และยังมีร้านจำหน่ายอาหารประเภทพื้นเมืองและตะวันตกมากมาย และร้านขายของที่ระลึก
• ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่าครั้งอดีตพระเจ้าเลไทโต (Le Thai Yo) ได้นำดาบวิเศษซึ่งนำมาต่อสู้กับพวกหมิงจนสามารถปลดปล่อยประเทศให้อิสระแล้ว พระองค์ทรงเรือไปกลางทะเลสาบเพื่อคืนดาบวิเศษให้กับเต่าศักดิ์สิทธิ์ และกล่าวกันว่าเต่าได้ขึ้นมาฉกดาบไปจักพระหัตถ์ของพระองค์ แล้วหายไปในทะเลสาบ อันเป็นเหตุให้ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อว่า ทะเลสาบคืนดาบ
• หากมองไปกลางทะเลสาบจะเห็นเจดีย์โบราณโผล่ขึ้นพ้นน้ำ สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 18 มีชื่อเรียกว่า ทาพรัว (Thap Rua) ซึ่งหมายถึง หอคอยเต่าและในปัจจุบันยังมีหลายคนบอกว่าเห็นเต่าขนาดใหญ่อยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนฤดูกาล
• วัดหง็อกเซิน ( Ngoc Son หรือ วัดเนินหยก)
ที่ตั้ง : อยู่ริมทะเลสาบบนเกาะหยก ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ สามารถข้ามจากฝั่งไปยังวัดโดยข้ามสะพานเทฮุก (The Huc) หรือสะพานแสงอาทิตย์ มีสีแดงสดใสถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของกรุงฮานอย นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกกันเสอมเมื่อถึงวัดหว็อกเซิน ด้านในมีบรรยากาศร่มรื่นและมีศาลาสำหรับนั่งพักผ่อน

• พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติ (Museum of Vietnamese Revolution)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนถนนตงดาน (Tong Dan) ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติหรือที่ชาวเวียตนามเรียกว่า Bao Tang Cach Mang เป็นสถานที่ที่ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการต่อสู้เพื่อสันติภาพของคนในแผ่นดินนี้ต้องพบกับเรื่องราวอะไรมาบ้านตั้งแต่ครั้งโบราณจนถึงยุค พ.ศ. 2518 อันเป็นช่วงปีที่ทหารอเมริกาถอนกำลังออกจากเวียตนาม นอกจากนี้ยังมีหลาวไม้ขนาดยาวที่ปักไว้เพื่อสกัดกั้นกองกำลังมองโกล รวมถึงกลองศึกสำริดใบยักษ์ที่มีการสร้างมาตั้งแต่ก่อน 24,000 ปีก่อนคริสตกาลก็มีให้ชมกัน นับได้ว่าที่นี่น่าสนใจมากกับสิ่งของเรื่องราวที่จัดแสดงและประวัติอันขมขื่นที่ต้องเรียนรู้จากความเจ็บปวดของชนในชาติ
• พิพิธภัณฑ์ศิลปกรรม (Fine Arts Museum)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนถนนเหวียนไทฮ็อก (Nguyen Thai Hoc) ค่าเข้าชม 10,000 ดอง เปิด 09.15 – 17.00 น. หยุดวันจันทร์ พิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมหรือที่ชาวเวียตนามเรียกว่า บ่าวตางมีทวด (Bao Tang My Thuat) เป็นแหล่งแสดงผลงานศิลปะที่ดีที่สุดของเวียดนามก็ว่าได้ เพราะที่นี่ได้จัดนิทรรศการครอบคลุมถึงงานศิลปะและประวัติของชนกลุ่มน้อยในเวียตนาม และมีพระพุทธรูปไม้ที่งดงามหลายองค์ซึ่งมีอายุหลายร้อยปี นอกจากนี้ยังมีกล่องสำริดดงเซิน (Dong Son) และศิลปะเวียดนามอย่างอื่นอีกมากมายทั้งที่เป็นของสมัยโบราณและยุคใหม่
• พิพิธภัณฑ์ทหาร (Army Museum)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนถนนเดียนเบียนฟู (Dien Bien Phu) ค่าเข้าชม 10,000 ดอง เปิด 08.00 – 11.30 น. และ 13.30 – 16.30 น. หยุดวันจันทร์ เพื่อเป็นการรำลึกถึงการประกาศอิสรภาพ และการรวมชาติของเวียตนามและแสดงให้เห็นถึงการทำสงครามกับมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา โดยภายในพื้นที่ได้นำซากเครื่องบินทิ้งระเบิด B52 มาจัดให้คนรุ่นหลังได้เห็นถึงความโหดร้ายของสงคราม เมื่อเข้าไปด้านในก็มีภาพถ่ายของนักรบที่ร่วมกันชนะสงคราม เครื่องแบบทหารอเมริกา และยังมีโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กๆ ซึ่งฉายภาพช่วงท้ายๆ ของสงครามเวียตนาม สำหรับที่นี่ชาวเวียตนามออกเสียงว่า บ่าว ตาง กวาน โด่ย (Bao Tang Quan Doi พิพิธภัณฑ์ทหาร)

• สุสานของโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh’ s Mausoleum)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนถนนเดียนเบียนฟู (Dien Bien Phu) บริเวณจัตุรัสบาสดิงห์ (Ba Dinh) สุสานแห่งนี้ได้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2516 เสร็จในปี พ.ศ. 2518 เป็นอาคารหินอ่อนและหินแกรนิตรวมถึงไม้เนื้อดีจากทั่วประเทศ เป็นอาคารที่โดดเด่นและสง่างามมาก โดยมีชื่อในภาษาเวียตนามว่า จู่ติกโอจิมินห์ (Lang Chu Tich Ho chi Minh ) ด้านในจะพบกับศพโฮจิมินห์ ซึ่งอาบน้ำยาอยู่ในโลงแก้วเพื่อให้ผู้คนที่เข้ามาชมได้รู้จักผู้นำที่มีความแข็งแกร่ง ทั้งที่นี่เป็นการกระทำซึ่งขัดต่อความต้องการของโฮจิมินห์ เพราะท่านต้องการให้เผาร่างเมื่อตายลง สำหรับห้องนี้ไม่อนุญาตให้นำกล้องถ่ายรูป วีดีโอ โทรศัพท์ หรือกระเป๋าทุกชนิดเข้าไปโดยเด็ดขาด
• บริเวณจัตุรัสบาสดิงห์นี้เองที่โฮจิมินห์ อ่านคำประกาศอิสรภาพของเขาในวันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2488 และอีก 34 ปีต่อมา ในวันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2512 ยังเป็นวันเสียชีวิตของโฮจิมินห์อีกด้วย
• หลังสุสานโฮจิมินห์ มีสวนสาธารณะที่เงียบสงบร่มรื่นและมีสระน้ำเล็กๆ และบ้านที่สร้างบนเสาสูงซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่อยู่ของโฮจิมินห์ และบริเวณใกล้ๆนั้นมี เจดีย์เสาเดียว ที่สร้างในปี 1049 สมัยราชวงศ์หลี เป็นเจดีย์ไม้ที่งดงาม ตั้งอยู่บนเสาต้นเดียวกลางสระบัว
• พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Museum)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่หลังสวนสาธารณะใกล้ๆ กับจัตุรัสบาดิงห์ เดินผ่านสวนสาธารณะที่มีเจดีย์เสาเดียวตั้งอยู่ ก็จะพบกับพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ เป็นรูปแบบของอาคารสมัยใหม่ขนาดใหญ่ มีการจัดแสดงนิทรรศการมากมาย มีการถ่ายภาพขาวดำ ในสมัยสงคราม ซึ่งจะได้เห็นความเป็นอยู่ของเหล่าทหารกู้ชาติอีกด้วยและเรื่องราวการสู้รบในสมัยครามเวียตนาม

• โรงละครฮานอย (Hanoi Opera House)
ที่ตั้ง : โรงละครแห่งนี้ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนน Ly Thai To ตัดกับถนน Trang Tien บริเวณวงเวียนห้าแยก
โรงละคร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2454 สไตล์แบบฝรั่งเศส ตกแต่งอย่างงดงามดูแข็งแกร่ง ภายในมีที่นั่งกว่า 900 ที่นั่ง ปัจจุบันยังเปิดแสดงอย่างสม่ำเสมอ การแสดงจะเน้นดนตรีคลาสสิค
• พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ (History Museum)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่หลังโรงละครฮานอย ค่าเข้าชม 15,000 ดอง สำหรับพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์หรือชาวเวียตนามเรียก Bao Tang Lich แห่งนี้เป็นอดีตเป็นสถาบันวิจัยทางโบราณคดีของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรทิศ (Ecole Hrancaise d’Extreme Orient) สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2453 สร้างใหม่ปี 2469 ก่อนจะเปิดอีกครั้งในปี พ.ศ. 2475 ซึ่งสิ่งที่นำมาจัดแสดงไว้ที่นี่ครอบคลุมถึงประวัติศาสตร์เวียตนามทุกสมัย เป็นโบราณวัตถุที่หาดูได้ยากยิ่ง มีกลองสำริดโบราณ ซึ่งเป็นศิลปะอันงดงามของพวกจากที่แพร่เข้ามาในประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ยังมีเครื่องถ้วยชาม และเจ้าแม่กวนอิมปางประหลาด รวมถึงห้องจัดแสดงของใช้สิ่งของต่างๆ ของกษัตริย์ 13 พระองค์แห่งราชวงศ์เหวียน หากชอบเกี่ยวกับโบราณคดีคุณจะได้สัมผัสรากฐานแห่งอารยธรรมได้ดีทีเดียว

• ตลาดดงซวน (Dong Xuan)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่สุดถนนฮังดาว ทางด้านเหนือของเขตเมืองเก่า ตลาดดงซวนเป็นอีกสถานที่ที่ไม่ควรพลาด ตามประวัติตลาดแห่งนี้โดนไฟไหม้ไปตั้งแต่ปี 1994 ทว่าได้มีการซ่อมแซมเพื่อช่วยให้เก็บรักษาบรรยากาศเก่าๆ เอาไว้ให้ได้มากที่สุด โดยตลาดแห่งนี้มีสินค้ามากมายให้เลือก ตั้งแต่บรรดาเครื่องจักรสาน พรมผืนเล็กๆ อาหาร เสื้อผ้า ของที่ระลึก จนถึงซีดี และดีวีดี และยังมีเหล้าไวน์ราคาถูกด้วย นอกจากนี้ยังมีร้านจำหน่ายดอกไม้ตามริมถนน ร้านขายยาแผนโบราณที่มีกลิ่นสมุนไพรเป็นเอกลักษณ์ ร้านขายยาดองมีสัตว์ต่างๆ อยู่ในขวดก็มีอยู่ให้ชิมกัน ทั้งเหล้าดองงู ดองตุ๊กแก ดองจิ้งจก
• โบสถ์เซนต์โจเซฟ (St Joseph Cathedral)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนถนนยาจุง (Nha Chung) ทางด้านเหนือของทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม ของกรุงฮานอย เมื่อจักรวรรดิฝรั่งเศสเข้าปกครองเวียตนามและได้จัดการเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ให้ทันสมัยได้ทำให้ความเชื่อและสิ่งก่อสร้างอันเป็นเอกลักษณ์ได้ถูกทำลายทิ้งไปพอสมควร รวมถึงที่นี่ด้วย เพราะก่อนตะสร้างโบสถ์แห่งนี้ที่นี่เคยเป็นที่ตั้งของเจดีย์บ่าวเทียน (Bao Thien) และถูกทำลายลงตอนสร้างโบสถ์เซนต์โจเซฟ ทำให้ที่นี่เป็นโบสถ์เก่าที่สุดในฮานอย เริ่มเปิดครั้งแรกในคืนคริสต์มาสปี พ.ศ. 2429 ปัจจุบันนักท่องเที่ยวนิยมมาเยือนที่นี่ด้วยความศรัทธาและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ใกล้ๆ กันมีร้านจำหน่ายของที่ระลึกอยู่หลายร้าน และมีร้านอาหารไว้คอยให้บริการอยู่

• ที่พัก
• การหาที่พักในกรุงฮานอยไม่ใช่เรื่องยากเพราะฮานอยเป็นเมืองหลวงของเวียตนามและเป็นศูนย์กลางในการท่องเที่ยวในเขตเวียตนามกลาง จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายมีที่พักระดับมาตรฐาน ส่วนใหญ่จะอยู่ในย่านโอลต์ควอเตอร์ มีโรงแรมระดับดีๆ อยู่เยอะ มีห้องพักที่ได้มาตรฐาน แต่ราคาค่อนข้างสูงโดยเฉพาะช่วงเทศกาล ส่วนโรงแรมขนาดเล็กหรือเกสต์เฮาส์ จะอยู่บริเวณย่านตัวเมืองเก่าและทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม ซึ่งดัดแปลงมากจากตึกเก่าสมัยอาณานิคม
• ร้านอาหาร
• ศูนย์รวมของแหล่งอาหารในฮานอยจะอยู่ในย่านโอลด์ควอเตอร์ มีทั้งอาหารที่ขึ้นชื่ออย่างเฝอ (ก๋วยเตี๋ยวน้ำเส้นเล็กใส่ใบสะระแหน่ มะนาว และถั่วงอก) เสริฟมาพร้อมกับผักสดในเครื่องเคียงจากใหญ่ นับเป็นอาหารท้องถิ่นของฮานอย หรือจะเลือกร้านประเภทภัตตาคารก็ได้ ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ติดกับถนนเส้นหลักย่านใจกลางเมือง มีทั้งร้านอาหารเวียตนาม อาหารตะวันตก จีน หรือถ้าอยากลิ้มรสอาหารต้นตำรับชาวเวียต แนะนำให้เลือกเข้าร้านอาหารเวียตนาม

ฮานอย เวียดนาม



• ฮานอย ฮานอยเคยเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของเวียตนามตั้งแต่ปี พ.ศ. 1553 มีอายุ 1,000 ปี ซึ่งเป็นปีที่จักรพรรดิลีไทโด ทรงสถาปนาพระราชวังทังลองขึ้น ณ ดินแดนแห่งนี้ ตลอดช่วงเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงชื่อเมืองอีกหลายครั้ง ฮานอย แปลว่า เมืองบนฝั่งโค้งของแม่น้ำ นับเป็นเมืองหลวงที่มีขนาดเล็กที่มีความสวยงามมากตลอดสองฟากถนนเราสามารถเห็นตึกสไตล์โคโลเนียลอยู่เรียงรายสองข้างทาง
• ฮานอย ในภาษาเวียดนาม ฮา แปลว่า แม่น้ำ นอย แปลว่า ข้างใน ฮานอยตั้งอยู่ใจกลางสันดอนลุ่มแม่น้ำแดงในภาคเหนือของประเทศ มีทะเลสาบน้อยใหญ่ถึง 18 แห่ง มีทะเลสาบประจมเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุด และมีทะเลสาบใจกลางกรุงที่ขึ้นชื่ออย่าง โฮฮว่านเกี๋ยม นับเป็นเมืองหลวงขนาดเล็กที่มีเสน่ห์ไม่แพ้เมืองหลวงของประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชีย ดังนั้น เมื่อคุณเดินทางมาถึงฮานอยจุดแรกที่ควรไม่ควรพลาดคือการไปริ่มต้นที่ ทะเลสาบโฮฮว่าเกี๋ยม ซึ่งเป็นย่านการค้าที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง มีถนนสายเล็กๆ 36 สายตัดสลับกันไปมา ชาวเวียตนามเรียกถนนสายนี้ว่า บาเมื่อยซัวโฟเฟือง แปลว่า 36 ถนน ชาวต่างชาติจะรู้จักกันในชื่อ โอลด์ควอเตอร์ หรือถนน 36 สาย บรรยาศของตลาดนี้คล้ายกับเยาวราชในประเทศไทย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้งโรงแรม เกสต์เฮาส์ บริษัทนำเที่ยว ร้านอินเตอร์เน็ต ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ใจกลางเมืองซึ่งเป็นย่านเก่าในเมืองฮานอย และห่างจากกรุงฮานอยมาทางทิศเหนือระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร ยังเป็นที่ตั้งของมรดกโลกทางธรรมชาติที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกอย่างอ่าวฮาลอง ทะเลสาบที่มีเนื้อที่กว่า 4,000 ตารางกิโลเมตร มีเกาะหินปูนน้อยใหญ่ที่ถูกกัดเซาะจากคลื่นลมในท้องทะเลเป็นเวลากว่าพันปี จนเกิดหินปูนรูปทรงสวยงาม วางเรียงรายอยู่บนผืนน้ำมากกว่า 1,000 เกาะ บรรยากาศเหมือนอ่าวพังงาในประเทศไทย
• การเดินทางจากประเทศไทย
• ทางรถยนต์ จากกรุงเทพฯ ใช้บริการรถโดยสารประจำทางไปยังจังหวัดหนองคาย จากนั้นข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เดินทางไปยังนครเวียงจันทน์ มีรถโดยสารเดินทางจากนครเวียงจันทน์ไปยังกรุงฮานอย ประเทศเวียตนาม จอดอยู่ตรงข้ามดับโรงแรมเจริญชัย ติดกับสถานทูตอเมริกา วันละ 1 เที่ยว คือ เวลา 18.00 น. ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 15 – 16 ชั่วโมง ส่วนขากลับมีรถโดยสารประจำทางออกจากหน้าสถานทูตลาวในกรุงฮานอยกลับนครเวียงจันทน์อีกวันละหนึ่งเที่ยวเช่นกัน
• ทางอากาศ ปัจจุบันมีสายการบินไทย สายการบินไทยแอร์เอเชีย และสายการบินเวียดนาม แอร์ไลน์ ให้บริการเยวบินสู่สนามบินฮานอย
• การเดินทางท่องเที่ยวภายเมืองฮานอย
• พาหนะในการเดินทางเที่ยวชมเมืองฮานอยนั้นมีหลากหลายประเภท ทั้ง จักรยาน พาหนะยอดนิยมของนักท่อเที่ยวในการขี่เที่ยวชมรอบตัวเมือง สามารถหาเช่าได้ตามโรงแรมในประราคาประมาณ 10,000 ดอง/วัน หรือถ้าจะนั่งเที่ยวชมแบบสบายๆ ก็มีบริการของซิโคล่สามล้อถีบที่เราต้องนั่งอยู่ด้านหน้า และคนให้บริการปั่นจักรยายอยู่ด้านหลัง มีให้เลือกทั้งแบบนั่งชมรอบเมืองในราคาประมาณ 5,000 ดอง/คน หรือจะเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ราคาตามแต่จะตกลง
• ข้อแนะนำในการนั่งซิโคล่ในเมืองฮานอย คือ คุณควรจะตกลงสถานที่ท่องเที่ยวและราคาให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง ทางที่ดีควรพกแผนที่ตัวเมืองฮานอยติดตัวไปด้วย เพื่อบอกให้คนขับรู้จุดหมายปลายทาง จะได้ไม่ต้องมีปัญหาในเรื่องของภาษาที่ใช้ในการสื่อสานเพราะชาวฮานอยส่วนใหญ่จะพูดภาษาอังกฤษได้น้อยกว่าเมืองโฮจิมินห์

• สถานที่ท่องเที่ยวในฮานอย
• ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม (Ho Hoan Kiem หรือ ทะเลสาบคืนดาบ)
ที่ตั้ง : ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองเก่าฮานอย สำหรับนักเดินทางที่มาเยือนฮานอย ซึ่งไม่ได้มากับบริษัททัวร์ส่วนใหญ่นิยมหาที่พักในบริเวณเมืองเก่า ที่เปรียบได้กับถนนข้าวสารของเมืองไทย เพราะมีเกสต์เอาส์และโรงแรมราคาประหยัดมากมาย มีเอเย่นต์ทัวร์สำหรับเลือกซื้อแพ็คเก็จทัวร์หรือตั๋วเดินทางภายในประเทศทั้งทางรถบัส รถไฟ เครื่องบิน และยังมีร้านจำหน่ายอาหารประเภทพื้นเมืองและตะวันตกมากมาย และร้านขายของที่ระลึก
• ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่าครั้งอดีตพระเจ้าเลไทโต (Le Thai Yo) ได้นำดาบวิเศษซึ่งนำมาต่อสู้กับพวกหมิงจนสามารถปลดปล่อยประเทศให้อิสระแล้ว พระองค์ทรงเรือไปกลางทะเลสาบเพื่อคืนดาบวิเศษให้กับเต่าศักดิ์สิทธิ์ และกล่าวกันว่าเต่าได้ขึ้นมาฉกดาบไปจักพระหัตถ์ของพระองค์ แล้วหายไปในทะเลสาบ อันเป็นเหตุให้ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อว่า ทะเลสาบคืนดาบ
• หากมองไปกลางทะเลสาบจะเห็นเจดีย์โบราณโผล่ขึ้นพ้นน้ำ สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 18 มีชื่อเรียกว่า ทาพรัว (Thap Rua) ซึ่งหมายถึง หอคอยเต่าและในปัจจุบันยังมีหลายคนบอกว่าเห็นเต่าขนาดใหญ่อยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนฤดูกาล
• วัดหง็อกเซิน ( Ngoc Son หรือ วัดเนินหยก)
ที่ตั้ง : อยู่ริมทะเลสาบบนเกาะหยก ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ สามารถข้ามจากฝั่งไปยังวัดโดยข้ามสะพานเทฮุก (The Huc) หรือสะพานแสงอาทิตย์ มีสีแดงสดใสถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของกรุงฮานอย นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกกันเสอมเมื่อถึงวัดหว็อกเซิน ด้านในมีบรรยากาศร่มรื่นและมีศาลาสำหรับนั่งพักผ่อน

• พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติ (Museum of Vietnamese Revolution)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนถนนตงดาน (Tong Dan) ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติหรือที่ชาวเวียตนามเรียกว่า Bao Tang Cach Mang เป็นสถานที่ที่ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการต่อสู้เพื่อสันติภาพของคนในแผ่นดินนี้ต้องพบกับเรื่องราวอะไรมาบ้านตั้งแต่ครั้งโบราณจนถึงยุค พ.ศ. 2518 อันเป็นช่วงปีที่ทหารอเมริกาถอนกำลังออกจากเวียตนาม นอกจากนี้ยังมีหลาวไม้ขนาดยาวที่ปักไว้เพื่อสกัดกั้นกองกำลังมองโกล รวมถึงกลองศึกสำริดใบยักษ์ที่มีการสร้างมาตั้งแต่ก่อน 24,000 ปีก่อนคริสตกาลก็มีให้ชมกัน นับได้ว่าที่นี่น่าสนใจมากกับสิ่งของเรื่องราวที่จัดแสดงและประวัติอันขมขื่นที่ต้องเรียนรู้จากความเจ็บปวดของชนในชาติ
• พิพิธภัณฑ์ศิลปกรรม (Fine Arts Museum)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนถนนเหวียนไทฮ็อก (Nguyen Thai Hoc) ค่าเข้าชม 10,000 ดอง เปิด 09.15 – 17.00 น. หยุดวันจันทร์ พิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมหรือที่ชาวเวียตนามเรียกว่า บ่าวตางมีทวด (Bao Tang My Thuat) เป็นแหล่งแสดงผลงานศิลปะที่ดีที่สุดของเวียดนามก็ว่าได้ เพราะที่นี่ได้จัดนิทรรศการครอบคลุมถึงงานศิลปะและประวัติของชนกลุ่มน้อยในเวียตนาม และมีพระพุทธรูปไม้ที่งดงามหลายองค์ซึ่งมีอายุหลายร้อยปี นอกจากนี้ยังมีกล่องสำริดดงเซิน (Dong Son) และศิลปะเวียดนามอย่างอื่นอีกมากมายทั้งที่เป็นของสมัยโบราณและยุคใหม่
• พิพิธภัณฑ์ทหาร (Army Museum)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนถนนเดียนเบียนฟู (Dien Bien Phu) ค่าเข้าชม 10,000 ดอง เปิด 08.00 – 11.30 น. และ 13.30 – 16.30 น. หยุดวันจันทร์ เพื่อเป็นการรำลึกถึงการประกาศอิสรภาพ และการรวมชาติของเวียตนามและแสดงให้เห็นถึงการทำสงครามกับมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา โดยภายในพื้นที่ได้นำซากเครื่องบินทิ้งระเบิด B52 มาจัดให้คนรุ่นหลังได้เห็นถึงความโหดร้ายของสงคราม เมื่อเข้าไปด้านในก็มีภาพถ่ายของนักรบที่ร่วมกันชนะสงคราม เครื่องแบบทหารอเมริกา และยังมีโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กๆ ซึ่งฉายภาพช่วงท้ายๆ ของสงครามเวียตนาม สำหรับที่นี่ชาวเวียตนามออกเสียงว่า บ่าว ตาง กวาน โด่ย (Bao Tang Quan Doi พิพิธภัณฑ์ทหาร)

• สุสานของโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh’ s Mausoleum)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนถนนเดียนเบียนฟู (Dien Bien Phu) บริเวณจัตุรัสบาสดิงห์ (Ba Dinh) สุสานแห่งนี้ได้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2516 เสร็จในปี พ.ศ. 2518 เป็นอาคารหินอ่อนและหินแกรนิตรวมถึงไม้เนื้อดีจากทั่วประเทศ เป็นอาคารที่โดดเด่นและสง่างามมาก โดยมีชื่อในภาษาเวียตนามว่า จู่ติกโอจิมินห์ (Lang Chu Tich Ho chi Minh ) ด้านในจะพบกับศพโฮจิมินห์ ซึ่งอาบน้ำยาอยู่ในโลงแก้วเพื่อให้ผู้คนที่เข้ามาชมได้รู้จักผู้นำที่มีความแข็งแกร่ง ทั้งที่นี่เป็นการกระทำซึ่งขัดต่อความต้องการของโฮจิมินห์ เพราะท่านต้องการให้เผาร่างเมื่อตายลง สำหรับห้องนี้ไม่อนุญาตให้นำกล้องถ่ายรูป วีดีโอ โทรศัพท์ หรือกระเป๋าทุกชนิดเข้าไปโดยเด็ดขาด
• บริเวณจัตุรัสบาสดิงห์นี้เองที่โฮจิมินห์ อ่านคำประกาศอิสรภาพของเขาในวันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2488 และอีก 34 ปีต่อมา ในวันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2512 ยังเป็นวันเสียชีวิตของโฮจิมินห์อีกด้วย
• หลังสุสานโฮจิมินห์ มีสวนสาธารณะที่เงียบสงบร่มรื่นและมีสระน้ำเล็กๆ และบ้านที่สร้างบนเสาสูงซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่อยู่ของโฮจิมินห์ และบริเวณใกล้ๆนั้นมี เจดีย์เสาเดียว ที่สร้างในปี 1049 สมัยราชวงศ์หลี เป็นเจดีย์ไม้ที่งดงาม ตั้งอยู่บนเสาต้นเดียวกลางสระบัว
• พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Museum)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่หลังสวนสาธารณะใกล้ๆ กับจัตุรัสบาดิงห์ เดินผ่านสวนสาธารณะที่มีเจดีย์เสาเดียวตั้งอยู่ ก็จะพบกับพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ เป็นรูปแบบของอาคารสมัยใหม่ขนาดใหญ่ มีการจัดแสดงนิทรรศการมากมาย มีการถ่ายภาพขาวดำ ในสมัยสงคราม ซึ่งจะได้เห็นความเป็นอยู่ของเหล่าทหารกู้ชาติอีกด้วยและเรื่องราวการสู้รบในสมัยครามเวียตนาม

• โรงละครฮานอย (Hanoi Opera House)
ที่ตั้ง : โรงละครแห่งนี้ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนน Ly Thai To ตัดกับถนน Trang Tien บริเวณวงเวียนห้าแยก
โรงละคร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2454 สไตล์แบบฝรั่งเศส ตกแต่งอย่างงดงามดูแข็งแกร่ง ภายในมีที่นั่งกว่า 900 ที่นั่ง ปัจจุบันยังเปิดแสดงอย่างสม่ำเสมอ การแสดงจะเน้นดนตรีคลาสสิค
• พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ (History Museum)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่หลังโรงละครฮานอย ค่าเข้าชม 15,000 ดอง สำหรับพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์หรือชาวเวียตนามเรียก Bao Tang Lich แห่งนี้เป็นอดีตเป็นสถาบันวิจัยทางโบราณคดีของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรทิศ (Ecole Hrancaise d’Extreme Orient) สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2453 สร้างใหม่ปี 2469 ก่อนจะเปิดอีกครั้งในปี พ.ศ. 2475 ซึ่งสิ่งที่นำมาจัดแสดงไว้ที่นี่ครอบคลุมถึงประวัติศาสตร์เวียตนามทุกสมัย เป็นโบราณวัตถุที่หาดูได้ยากยิ่ง มีกลองสำริดโบราณ ซึ่งเป็นศิลปะอันงดงามของพวกจากที่แพร่เข้ามาในประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ยังมีเครื่องถ้วยชาม และเจ้าแม่กวนอิมปางประหลาด รวมถึงห้องจัดแสดงของใช้สิ่งของต่างๆ ของกษัตริย์ 13 พระองค์แห่งราชวงศ์เหวียน หากชอบเกี่ยวกับโบราณคดีคุณจะได้สัมผัสรากฐานแห่งอารยธรรมได้ดีทีเดียว

• ตลาดดงซวน (Dong Xuan)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่สุดถนนฮังดาว ทางด้านเหนือของเขตเมืองเก่า ตลาดดงซวนเป็นอีกสถานที่ที่ไม่ควรพลาด ตามประวัติตลาดแห่งนี้โดนไฟไหม้ไปตั้งแต่ปี 1994 ทว่าได้มีการซ่อมแซมเพื่อช่วยให้เก็บรักษาบรรยากาศเก่าๆ เอาไว้ให้ได้มากที่สุด โดยตลาดแห่งนี้มีสินค้ามากมายให้เลือก ตั้งแต่บรรดาเครื่องจักรสาน พรมผืนเล็กๆ อาหาร เสื้อผ้า ของที่ระลึก จนถึงซีดี และดีวีดี และยังมีเหล้าไวน์ราคาถูกด้วย นอกจากนี้ยังมีร้านจำหน่ายดอกไม้ตามริมถนน ร้านขายยาแผนโบราณที่มีกลิ่นสมุนไพรเป็นเอกลักษณ์ ร้านขายยาดองมีสัตว์ต่างๆ อยู่ในขวดก็มีอยู่ให้ชิมกัน ทั้งเหล้าดองงู ดองตุ๊กแก ดองจิ้งจก
• โบสถ์เซนต์โจเซฟ (St Joseph Cathedral)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนถนนยาจุง (Nha Chung) ทางด้านเหนือของทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม ของกรุงฮานอย เมื่อจักรวรรดิฝรั่งเศสเข้าปกครองเวียตนามและได้จัดการเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ให้ทันสมัยได้ทำให้ความเชื่อและสิ่งก่อสร้างอันเป็นเอกลักษณ์ได้ถูกทำลายทิ้งไปพอสมควร รวมถึงที่นี่ด้วย เพราะก่อนตะสร้างโบสถ์แห่งนี้ที่นี่เคยเป็นที่ตั้งของเจดีย์บ่าวเทียน (Bao Thien) และถูกทำลายลงตอนสร้างโบสถ์เซนต์โจเซฟ ทำให้ที่นี่เป็นโบสถ์เก่าที่สุดในฮานอย เริ่มเปิดครั้งแรกในคืนคริสต์มาสปี พ.ศ. 2429 ปัจจุบันนักท่องเที่ยวนิยมมาเยือนที่นี่ด้วยความศรัทธาและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ใกล้ๆ กันมีร้านจำหน่ายของที่ระลึกอยู่หลายร้าน และมีร้านอาหารไว้คอยให้บริการอยู่

• ที่พัก
• การหาที่พักในกรุงฮานอยไม่ใช่เรื่องยากเพราะฮานอยเป็นเมืองหลวงของเวียตนามและเป็นศูนย์กลางในการท่องเที่ยวในเขตเวียตนามกลาง จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายมีที่พักระดับมาตรฐาน ส่วนใหญ่จะอยู่ในย่านโอลต์ควอเตอร์ มีโรงแรมระดับดีๆ อยู่เยอะ มีห้องพักที่ได้มาตรฐาน แต่ราคาค่อนข้างสูงโดยเฉพาะช่วงเทศกาล ส่วนโรงแรมขนาดเล็กหรือเกสต์เฮาส์ จะอยู่บริเวณย่านตัวเมืองเก่าและทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม ซึ่งดัดแปลงมากจากตึกเก่าสมัยอาณานิคม
• ร้านอาหาร
• ศูนย์รวมของแหล่งอาหารในฮานอยจะอยู่ในย่านโอลด์ควอเตอร์ มีทั้งอาหารที่ขึ้นชื่ออย่างเฝอ (ก๋วยเตี๋ยวน้ำเส้นเล็กใส่ใบสะระแหน่ มะนาว และถั่วงอก) เสริฟมาพร้อมกับผักสดในเครื่องเคียงจากใหญ่ นับเป็นอาหารท้องถิ่นของฮานอย หรือจะเลือกร้านประเภทภัตตาคารก็ได้ ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ติดกับถนนเส้นหลักย่านใจกลางเมือง มีทั้งร้านอาหารเวียตนาม อาหารตะวันตก จีน หรือถ้าอยากลิ้มรสอาหารต้นตำรับชาวเวียต แนะนำให้เลือกเข้าร้านอาหารเวียตนาม

ข้อมูลการท่องเที่ยวประเทศเวียดนาม

ประเทศเวียดนาม มีรูปร่างคล้ายตัว S ทอดตัวยาวเหยียดไปตามแหลมอินโดจีน ด้านตะวันออกติดทะเลจีนใต้ ด้านเหนือติดจีน ด้านตะวันตกติดลาว และกัมพูชา สามในสี่ของพื้นที่เป็นภูเขาและป่า ครอบคลุมทะเล ไหล่ทวีป และหมู่เกาะนับพันเกาะจากอ่าวตังเกี๋ยจรดอ่าวไทย รวมทั้งหมู่เกาะสแปรตลีและพาราเซลที่จีนและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศแย่งกันอ้างกรรมสิทธิ์ สาเหตุเป็นเพราะมีแหล่งน้ำมันใต้ดินที่อุดมสมบูรณ์

แผนที่ประเทศเวียดนาม