คลังบทความของบล็อก

ล่าสุด

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เวียดนามใต้ โฮจิมินห์ซิตี้ หวุงเต่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เวียดนามใต้ โฮจิมินห์ซิตี้ หวุงเต่า แสดงบทความทั้งหมด

• หวุงเต่า เมืองชายทะเลอันแสนสงบ
• ที่ตั้ง อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่างจากโฮจิมินห์ 125 กิโลเมตร
• การเดินทาง มีรถโดยสารจากโฮจิมินห์ซิตี้ออกเดินทางทุกวัน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถานีตรงข้ามตลาดบินถั่น (Ben Thanh Market)
• ในศตวรรษที่ 15 ซึ่งเป็นช่วงที่เรือของพ่อค้าชาวโปรตุเกสได้มาทอดสมออยู่ในอ่าวหวุงเต่า นอกจากนี้สมัยที่อยู่ใต้อำนาจของฝรั่งเศสอ่าวนี้มีชื่อว่า อ่างแซงต์จ๊าคส์ (Cap Saint Jacques) เป็นที่พักตากอากาศชายทะเลที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เมืองท่าชายฝั่งและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจแห่งนี้เป็นเขตอุตสาหกรรมก๊าชธรรมชาติและน้ำมันที่กำลังเติมโตของเวียดนาม
• หาดถุ่ยวัน (Thuy Van) เป็นหาดที่มีความงดงามและมีความยาวถึง 7 กิโลเมตร ไปตามชายฝั่งทะเลตะวันออก ถุ่ยวัน ได้รับความนิยมมากในหมู่ชาวพื้นเมืองและมีคนค่อนข้างหนาแน่นในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
ถัดจากหาดทรายเข้าไปมีวัดและเจดีย์ในพุทธศาสนาอยู่กว่า 100 แห่ง ที่ที่ไม่ควรพลาดเลยคือ ลางกาอง (Lang Ca Ong) หรือวัดปลาวาฬ บนถนนฮวางฮวาทาม (Hoang Hoa Tham Avenue) วัดนี้สร้างในปี พ.ศ. 2454 เพื่ออุทิศให้กับลัทธิปลาวาฬ กลุ่มคนที่มาสถานที่นี้มากที่สุดคือชาวประมงซึ่งนับถือปลาวาฬในฐานนะที่เป็นผู้ช่วยชีวิตจากอันตรายในทะเลลึก โครงกระดูกปราวาฬที่ขึ้นมาเกยหาดแถบนี้ถูกเก็บไว้ในหีบใบใหญ่ บางโครงมีความยาวถึง 4 เมตร และบางโครงมาอายุตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411
ชาวเวียดนามรับเอาลัทธิปลาวาฬมาจากคนที่อยู่ในอาณาจักรจามปา ผู้ซึ่งบูชาเทพเจ้าปลาวาฬ ทุกๆ ปีในวันที่ 16 ของเดือน 8 ตามจันทรคติ ชาวประมงจำมาชุมนุมกันที่วัดนี้เพื่อเซ่นสังเวยปลาวาฬ มีเกร็ดย่อยๆ นับพันเรื่องในนิทานพื้นบ้านของชาวเวียดนามที่เกี่ยวกับปลาวาฬ
• วิลล่าบลองเช่ (Villa Blanche หรือ วิลล่าขาว)
• ตั้งอยู่ ในบริเวณอันงดงามบนไหล่เขานุยเลิน สำหรับพบ้านพักตากอากาศแห่งนี้มีลักษณะโดดเด่นมาก ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ที่สามารถมองเห็นเมืองได้เป็นอย่างดี และเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์อันตระการตาหรือหวุงเต่าอีกด้วย วิลล่านี้สร้างโดยผู้ปกครองชาวฝรั่งเศส ซึ่งมักจะเรียกกันว่าผู้สำเร็จราชการ พระเจ้าแถงห์ไท (Thanh Thai) เคยประทับอยู่ที่นี่ระหว่างปี พ.ศ. 2450 – 2459 จนกระทั่งพระองค์ถูกเนรเทศออกไปพร้อมกับพระเจ้ายวุยเติน (Duy Tan) โอรสของพระองค์ไปประทับอยู่บนเกาะรียูเนี่ยน (Reunion Island) ต่อมาวิลล่าแห่งนี้ได้กลายเป็นที่พักริมฝั่งทะเลของประธานาธิบดีเวียตนามใต้ 2 คน คือ เยียม และเทียว
ถนนเลียบชายฝั่งทะเลทางตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทร ที่เดิมเรียกกันว่ารูทเดอลาปะติทคอร์นิช (Route de la Petite Corniche) จะทอดตัวคดเคี้ยวไปตามความสูงต่ำของภูเขานุยเลิน ถัดไปคุณจะพบรูปปั้นพระเยซูสูง 30 เมตร ยืนทอดพระเนตรไปทางมหาสมุทรแปซิฟิก ตรงจุดใต้สุดของคาบสมุทรรูปหั้นนี้สร้างขึ้นโดยชาวอเมริกันใน ปี พ.ศ. 2514

• สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง
• ตามหลักฐานทางวิชาการกล่าวว่าดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในสมัยโบราณเคยเป็นอาณาเขตของกัมพูชา มีภูมิประเทศเป็นหนองบึง และป่าไม้ ก่อนที่ชาวอาณานิคมพวกแรกที่เข้ามาทางทะเลจะมาถึงในศตวรรษที่ 16 ในสมัยที่อยู่ใต้การปกครองของขุนพลตระกูลเหวียนนั้น ได้มีการปรับปรุงสภาพหนองบึงผืนใหญ่ และสร้างเครือข่ายลำคลองเล็กๆ มากมาย จนปลายศาตวรรษที่ 18 ได้มีการขุดคลองใหญ่ขึ้น 2 สาย คือ คลองไทฮวา (Thai Hoa) ซึ่งเชื่อมเมืองร้ากยา (Rach Gia) กับเมืองลองเสวียน (Long Xuyen) และคลองวิงห์เต (Vinh Te) ซึ่งเชื่อมเมืองเจาด๊ก (Chau Doc)

• ล่องเรือสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง
• ที่ตั้ง : อยู่บริเวณปากแม่น้ำโขงทางทิศใต้ของโฮจิมินห์ซิตี้
นักท่องเที่ยวควรเลือกซื้อแพ็คเก็จแบบวันเดย์ทัวร์จะสะดวกกว่า การล่องเรือท่องเที่ยวบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง แนะนำให้ไปเที่ยวจังหวัดเตียงยาง (Tien Giang) ซึ่งเป็นเขตปลูกข้าวที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ
• หมี่โถ (My Tho) เมืองเอกของจังหวัดซึ่งมีประชากรราว 90,000 คน ตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำมีโอ อันเป็นสาขาเหนือสุดของแม่น้ำโขง เมืองนี้ตั้งขึ้นช่วงทศวรรษที่ 1680 โดยผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากไต้หวันและโฮจิมินห์ซิตี้ สามารถเดินทางมาเมืองนี้ได้อย่างสะดวกสบายโดยรถประจำทางใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง หรือโดยทางเรือซึ่งจะกินเวลาประมาณ 6 ชั่วโมง
ลงเรือที่ท่าเรือของเมืองหมี่โถ เพื่อจะเดินทางไปท่องเที่ยวชมความหลากหลายของชีวภาพของเกาะต่างๆ ที่อยู่กลางแม่น้ำโขง คนท้องถิ่นเรียกว่า แม่น้ำเตียน ซึ่งจะมีไกด์บรรยายทันทีเมื่อเรือออกจากฝั่งแล่นผ่านเกาะต่างๆ ในแม่น้ำ โดยบรรยายถึงประวัติความเป็นมาของแต่ละเกาะ วัฒนธรรม ประเพณี อาชีพ การดำรงชีวิต ความเป็นอยู่ของชาวบ้านบนเกาะ
• จากฝั่งเมืองหมี่โถประมาณ 30 นาที จะถึงเกาะยูนิครอน เป็นเกาะขนาดใหญ่กลางแม่น้ำโขง มีความกว้างประมาณ 1 กิโลเมตร และมีความยาวประมาณ 11 กิโลเมตร มีผู้คนอาศัยอยู่ อาชีพหลักของคนบนเกาะนี้คือการเกษตรปลุกผลไม้ต่างๆ เช่น ลำไย กล้วยไข่ ละมุด เงาะ มะละกอ สัปปะรด มะพร้าว มีจุดสาธิต แสดงผลผลิตและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของชาวบ้าน มีผลิตภัณฑ์ลูกอมกะทิและผลไม้อบแห้งต่างๆ และหัตถกรรมพื้นบ้าน ที่ทำจากต้นมะพร้าวอายุกว่า 100 ปี มีการบริการน้ำส้มคั้นผสมน้ำผึ้ง และเหล้าดองสมุนไพรให้บริการนักท่องเที่ยวพร้อมฟังดนตรีบรรเลงพื้นเมืองด้วย

หวุงเต่า สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง แหล่งท่องเที่ยวโฮจิมินห์


• หวุงเต่า เมืองชายทะเลอันแสนสงบ
• ที่ตั้ง อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่างจากโฮจิมินห์ 125 กิโลเมตร
• การเดินทาง มีรถโดยสารจากโฮจิมินห์ซิตี้ออกเดินทางทุกวัน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถานีตรงข้ามตลาดบินถั่น (Ben Thanh Market)
• ในศตวรรษที่ 15 ซึ่งเป็นช่วงที่เรือของพ่อค้าชาวโปรตุเกสได้มาทอดสมออยู่ในอ่าวหวุงเต่า นอกจากนี้สมัยที่อยู่ใต้อำนาจของฝรั่งเศสอ่าวนี้มีชื่อว่า อ่างแซงต์จ๊าคส์ (Cap Saint Jacques) เป็นที่พักตากอากาศชายทะเลที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เมืองท่าชายฝั่งและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจแห่งนี้เป็นเขตอุตสาหกรรมก๊าชธรรมชาติและน้ำมันที่กำลังเติมโตของเวียดนาม
• หาดถุ่ยวัน (Thuy Van) เป็นหาดที่มีความงดงามและมีความยาวถึง 7 กิโลเมตร ไปตามชายฝั่งทะเลตะวันออก ถุ่ยวัน ได้รับความนิยมมากในหมู่ชาวพื้นเมืองและมีคนค่อนข้างหนาแน่นในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
ถัดจากหาดทรายเข้าไปมีวัดและเจดีย์ในพุทธศาสนาอยู่กว่า 100 แห่ง ที่ที่ไม่ควรพลาดเลยคือ ลางกาอง (Lang Ca Ong) หรือวัดปลาวาฬ บนถนนฮวางฮวาทาม (Hoang Hoa Tham Avenue) วัดนี้สร้างในปี พ.ศ. 2454 เพื่ออุทิศให้กับลัทธิปลาวาฬ กลุ่มคนที่มาสถานที่นี้มากที่สุดคือชาวประมงซึ่งนับถือปลาวาฬในฐานนะที่เป็นผู้ช่วยชีวิตจากอันตรายในทะเลลึก โครงกระดูกปราวาฬที่ขึ้นมาเกยหาดแถบนี้ถูกเก็บไว้ในหีบใบใหญ่ บางโครงมีความยาวถึง 4 เมตร และบางโครงมาอายุตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411
ชาวเวียดนามรับเอาลัทธิปลาวาฬมาจากคนที่อยู่ในอาณาจักรจามปา ผู้ซึ่งบูชาเทพเจ้าปลาวาฬ ทุกๆ ปีในวันที่ 16 ของเดือน 8 ตามจันทรคติ ชาวประมงจำมาชุมนุมกันที่วัดนี้เพื่อเซ่นสังเวยปลาวาฬ มีเกร็ดย่อยๆ นับพันเรื่องในนิทานพื้นบ้านของชาวเวียดนามที่เกี่ยวกับปลาวาฬ
• วิลล่าบลองเช่ (Villa Blanche หรือ วิลล่าขาว)
• ตั้งอยู่ ในบริเวณอันงดงามบนไหล่เขานุยเลิน สำหรับพบ้านพักตากอากาศแห่งนี้มีลักษณะโดดเด่นมาก ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ที่สามารถมองเห็นเมืองได้เป็นอย่างดี และเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์อันตระการตาหรือหวุงเต่าอีกด้วย วิลล่านี้สร้างโดยผู้ปกครองชาวฝรั่งเศส ซึ่งมักจะเรียกกันว่าผู้สำเร็จราชการ พระเจ้าแถงห์ไท (Thanh Thai) เคยประทับอยู่ที่นี่ระหว่างปี พ.ศ. 2450 – 2459 จนกระทั่งพระองค์ถูกเนรเทศออกไปพร้อมกับพระเจ้ายวุยเติน (Duy Tan) โอรสของพระองค์ไปประทับอยู่บนเกาะรียูเนี่ยน (Reunion Island) ต่อมาวิลล่าแห่งนี้ได้กลายเป็นที่พักริมฝั่งทะเลของประธานาธิบดีเวียตนามใต้ 2 คน คือ เยียม และเทียว
ถนนเลียบชายฝั่งทะเลทางตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทร ที่เดิมเรียกกันว่ารูทเดอลาปะติทคอร์นิช (Route de la Petite Corniche) จะทอดตัวคดเคี้ยวไปตามความสูงต่ำของภูเขานุยเลิน ถัดไปคุณจะพบรูปปั้นพระเยซูสูง 30 เมตร ยืนทอดพระเนตรไปทางมหาสมุทรแปซิฟิก ตรงจุดใต้สุดของคาบสมุทรรูปหั้นนี้สร้างขึ้นโดยชาวอเมริกันใน ปี พ.ศ. 2514

• สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง
• ตามหลักฐานทางวิชาการกล่าวว่าดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในสมัยโบราณเคยเป็นอาณาเขตของกัมพูชา มีภูมิประเทศเป็นหนองบึง และป่าไม้ ก่อนที่ชาวอาณานิคมพวกแรกที่เข้ามาทางทะเลจะมาถึงในศตวรรษที่ 16 ในสมัยที่อยู่ใต้การปกครองของขุนพลตระกูลเหวียนนั้น ได้มีการปรับปรุงสภาพหนองบึงผืนใหญ่ และสร้างเครือข่ายลำคลองเล็กๆ มากมาย จนปลายศาตวรรษที่ 18 ได้มีการขุดคลองใหญ่ขึ้น 2 สาย คือ คลองไทฮวา (Thai Hoa) ซึ่งเชื่อมเมืองร้ากยา (Rach Gia) กับเมืองลองเสวียน (Long Xuyen) และคลองวิงห์เต (Vinh Te) ซึ่งเชื่อมเมืองเจาด๊ก (Chau Doc)

• ล่องเรือสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง
• ที่ตั้ง : อยู่บริเวณปากแม่น้ำโขงทางทิศใต้ของโฮจิมินห์ซิตี้
นักท่องเที่ยวควรเลือกซื้อแพ็คเก็จแบบวันเดย์ทัวร์จะสะดวกกว่า การล่องเรือท่องเที่ยวบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง แนะนำให้ไปเที่ยวจังหวัดเตียงยาง (Tien Giang) ซึ่งเป็นเขตปลูกข้าวที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ
• หมี่โถ (My Tho) เมืองเอกของจังหวัดซึ่งมีประชากรราว 90,000 คน ตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำมีโอ อันเป็นสาขาเหนือสุดของแม่น้ำโขง เมืองนี้ตั้งขึ้นช่วงทศวรรษที่ 1680 โดยผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากไต้หวันและโฮจิมินห์ซิตี้ สามารถเดินทางมาเมืองนี้ได้อย่างสะดวกสบายโดยรถประจำทางใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง หรือโดยทางเรือซึ่งจะกินเวลาประมาณ 6 ชั่วโมง
ลงเรือที่ท่าเรือของเมืองหมี่โถ เพื่อจะเดินทางไปท่องเที่ยวชมความหลากหลายของชีวภาพของเกาะต่างๆ ที่อยู่กลางแม่น้ำโขง คนท้องถิ่นเรียกว่า แม่น้ำเตียน ซึ่งจะมีไกด์บรรยายทันทีเมื่อเรือออกจากฝั่งแล่นผ่านเกาะต่างๆ ในแม่น้ำ โดยบรรยายถึงประวัติความเป็นมาของแต่ละเกาะ วัฒนธรรม ประเพณี อาชีพ การดำรงชีวิต ความเป็นอยู่ของชาวบ้านบนเกาะ
• จากฝั่งเมืองหมี่โถประมาณ 30 นาที จะถึงเกาะยูนิครอน เป็นเกาะขนาดใหญ่กลางแม่น้ำโขง มีความกว้างประมาณ 1 กิโลเมตร และมีความยาวประมาณ 11 กิโลเมตร มีผู้คนอาศัยอยู่ อาชีพหลักของคนบนเกาะนี้คือการเกษตรปลุกผลไม้ต่างๆ เช่น ลำไย กล้วยไข่ ละมุด เงาะ มะละกอ สัปปะรด มะพร้าว มีจุดสาธิต แสดงผลผลิตและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของชาวบ้าน มีผลิตภัณฑ์ลูกอมกะทิและผลไม้อบแห้งต่างๆ และหัตถกรรมพื้นบ้าน ที่ทำจากต้นมะพร้าวอายุกว่า 100 ปี มีการบริการน้ำส้มคั้นผสมน้ำผึ้ง และเหล้าดองสมุนไพรให้บริการนักท่องเที่ยวพร้อมฟังดนตรีบรรเลงพื้นเมืองด้วย


• อุโมงค์กู่จี : เมืองใต้พิภพ
• ตั้งอยู่ : อำเภอกู่จี อยู่ห่างจากโฮจิมินห์ซิตี้ประมาณ 40 กิโลเมตร
• สำหรับอุโมงค์กู่จี่เปรียบเสมือนที่มั่นหลักและที่มั่นสุดท้ายของทหารเวียกง ซึ่งเป็นกองกำลังของเวียตนามใต้ที่ไม่พอใจและต่อต้านรัฐบาล โดยได้รับการจัดตั้งก่อสร้างขึ้นโดยคอมมิวนิสต์เวียตนามเหนือ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการสู้รบในสมรภูมิเวียตนามใต้ การขยายกำลังของเวียดกงเป็นไปอย่างรวดเร็วจากการจัดตั้งปี พ.ศ. 2507 กองกำลังเวียดกงได้ขยายเป็นกว่า 30,000 คน
•  การจัดโครงสร้างของเวียดกงแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ กำลังหลักปฏิบัติการ ภายใต้การบังคับบัญชาของคอมมิวนิสต์ใต้ (เวียตนาม) กองโจรเต็มรูปแบบ จัดกำลังขนาดกองร้อยทำงานกันในระดับจังหวัด และ กำลังทหารบ้านป้องกันตนเอง ซึ่งประกอบด้วยหน่วยขนาดหมู่และหมวดซึ่งมีหน้าที่ในการป้องกันหมู่บ้าน โดยหลักการแล้วเวียดกงถือว่าเป็นกำลังกองโจร ไม่มีเครื่องแบบ การแต่งกายจะใช้เสื้อผ้าแบบชาวบ้านทั่วไป แล้วแฝงตัวให้เข้ากับพื้นที่เมื่อภารกิจสำเร็จ เวียดกงจะใช้ยุทธวิถีตีหัวเข้าบ้าน
•  เวียดกงได้รับชัยชนะอย่างงดงามในปี พ.ศ. 2506 เมื่อสามารถสร้างความสูญเสียอย่างมากต่อทหารเวียตนามใต้ เวียดกงยังมีส่วนร่วมสำคัญต่อปฏิบัติการรุก โดยเข้าโจมตีอำเภอและเมืองต่างๆ ของเวียตนามใต้ เมื่อต้นปี พ.ศ.2511ในเวลาต่อมากองทัพประชาชนเวียตนามเหนือ ได้เข้ามามีบทบาทแทนที่เวียดกง จนสิ้นสุดสงครามใน ปีพ.ศ. 2518 เวียตนามรวมตัวกันได้เป็นหนึ่งเดียว เวียดกงจึงลดบทบาทลง โดยหลังสงคราม ทหารเวียดกงที่เหลือได้ถูกรวมเข้ากับกองทัพประชาชนเวียตนาม
• การเดินทาง : จากโฮจิมินห์ ไม่มีรถโดยสารไปยังอุโมงค์กู่จี ให้ซื้อแพ็กเก็จแบบวันเดย์ทัวร์ ซึ่งจะได้เที่ยวจุดอื่นๆ ด้วย กู่จี เป็นชื่อของอำเภอและยังเป็นชื่ออุโมงค์ใต้ดิน ที่พวกเวียดกงใช้เป็นฐานบัญชาการรบ โรงพยาบาล และหมู่บ้านใต้ดิน ซึ่งที่นี่ก็เป็นอีกสิ่งที่หนึ่งที่ทำห้กองกำลังเวียดกงชนะในการรบ สำหรับโครงข่ายใต้ดินแห่งนี้มีความยาวกว่า 200 กิโลเมตร และเป็นสมรภูมิรบพื้นที่ที่น่ากลัวที่สุดอีกแห่งหนึ่งของสงครามเวียตนาม เพราะโดนทั้งสารเคมีและสารพิษต่างๆ ที่ใช้พ่นลงไปในอุโมงค์ โดยเฉพาะฝนเหลืองที่ทหารอเมริกันนำมาโปรยเพื่อกำจัดต้นไม้เพื่อจะได้เห็นตัวฝ่ายตรงข้ามได้ง่าย จนทำให้พื้นที่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้กลายเป็นพื้นที่โล่งเตียน เป็นสาเหตุให้ทหารเวีดตกงต้องลงไปบัญชาการในอุโมงค์ใต้ดิน
• ปัจจุบันมีการเปิดสมรภูมิเลือดแห่งนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยมีเจ้าหน้าที่พาเดินไปยังจุดสำคัญและสามารถมุดลงไปถึงชั้นสามของอุโมงค์ เส้นทางคดเคี้ยวและมืดมาก แม้ว่าจะมีการปรับปรุงให้สว่างขึ้น ก็ควรจะพกไฟฉายติดตัวไปด้วย ส่วนบริเวณโดยรอบของอุโมงค์แห่งนี้ ยังคงเหลือซากแห่งสงคราม อาทิ รถถัง เครื่องบิน วัตถุระเบิด และหลุมระเบิดขนาดใหญ่ซึ่งกลายเป็นบ่อเลี้ยงปลาไปแล้ว

อุโมงค์กู่จี เมืองใต้พิภพ สุดยอดแห่งภูมิปัญญา


• อุโมงค์กู่จี : เมืองใต้พิภพ
• ตั้งอยู่ : อำเภอกู่จี อยู่ห่างจากโฮจิมินห์ซิตี้ประมาณ 40 กิโลเมตร
• สำหรับอุโมงค์กู่จี่เปรียบเสมือนที่มั่นหลักและที่มั่นสุดท้ายของทหารเวียกง ซึ่งเป็นกองกำลังของเวียตนามใต้ที่ไม่พอใจและต่อต้านรัฐบาล โดยได้รับการจัดตั้งก่อสร้างขึ้นโดยคอมมิวนิสต์เวียตนามเหนือ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการสู้รบในสมรภูมิเวียตนามใต้ การขยายกำลังของเวียดกงเป็นไปอย่างรวดเร็วจากการจัดตั้งปี พ.ศ. 2507 กองกำลังเวียดกงได้ขยายเป็นกว่า 30,000 คน
•  การจัดโครงสร้างของเวียดกงแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ กำลังหลักปฏิบัติการ ภายใต้การบังคับบัญชาของคอมมิวนิสต์ใต้ (เวียตนาม) กองโจรเต็มรูปแบบ จัดกำลังขนาดกองร้อยทำงานกันในระดับจังหวัด และ กำลังทหารบ้านป้องกันตนเอง ซึ่งประกอบด้วยหน่วยขนาดหมู่และหมวดซึ่งมีหน้าที่ในการป้องกันหมู่บ้าน โดยหลักการแล้วเวียดกงถือว่าเป็นกำลังกองโจร ไม่มีเครื่องแบบ การแต่งกายจะใช้เสื้อผ้าแบบชาวบ้านทั่วไป แล้วแฝงตัวให้เข้ากับพื้นที่เมื่อภารกิจสำเร็จ เวียดกงจะใช้ยุทธวิถีตีหัวเข้าบ้าน
•  เวียดกงได้รับชัยชนะอย่างงดงามในปี พ.ศ. 2506 เมื่อสามารถสร้างความสูญเสียอย่างมากต่อทหารเวียตนามใต้ เวียดกงยังมีส่วนร่วมสำคัญต่อปฏิบัติการรุก โดยเข้าโจมตีอำเภอและเมืองต่างๆ ของเวียตนามใต้ เมื่อต้นปี พ.ศ.2511ในเวลาต่อมากองทัพประชาชนเวียตนามเหนือ ได้เข้ามามีบทบาทแทนที่เวียดกง จนสิ้นสุดสงครามใน ปีพ.ศ. 2518 เวียตนามรวมตัวกันได้เป็นหนึ่งเดียว เวียดกงจึงลดบทบาทลง โดยหลังสงคราม ทหารเวียดกงที่เหลือได้ถูกรวมเข้ากับกองทัพประชาชนเวียตนาม
• การเดินทาง : จากโฮจิมินห์ ไม่มีรถโดยสารไปยังอุโมงค์กู่จี ให้ซื้อแพ็กเก็จแบบวันเดย์ทัวร์ ซึ่งจะได้เที่ยวจุดอื่นๆ ด้วย กู่จี เป็นชื่อของอำเภอและยังเป็นชื่ออุโมงค์ใต้ดิน ที่พวกเวียดกงใช้เป็นฐานบัญชาการรบ โรงพยาบาล และหมู่บ้านใต้ดิน ซึ่งที่นี่ก็เป็นอีกสิ่งที่หนึ่งที่ทำห้กองกำลังเวียดกงชนะในการรบ สำหรับโครงข่ายใต้ดินแห่งนี้มีความยาวกว่า 200 กิโลเมตร และเป็นสมรภูมิรบพื้นที่ที่น่ากลัวที่สุดอีกแห่งหนึ่งของสงครามเวียตนาม เพราะโดนทั้งสารเคมีและสารพิษต่างๆ ที่ใช้พ่นลงไปในอุโมงค์ โดยเฉพาะฝนเหลืองที่ทหารอเมริกันนำมาโปรยเพื่อกำจัดต้นไม้เพื่อจะได้เห็นตัวฝ่ายตรงข้ามได้ง่าย จนทำให้พื้นที่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้กลายเป็นพื้นที่โล่งเตียน เป็นสาเหตุให้ทหารเวีดตกงต้องลงไปบัญชาการในอุโมงค์ใต้ดิน
• ปัจจุบันมีการเปิดสมรภูมิเลือดแห่งนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยมีเจ้าหน้าที่พาเดินไปยังจุดสำคัญและสามารถมุดลงไปถึงชั้นสามของอุโมงค์ เส้นทางคดเคี้ยวและมืดมาก แม้ว่าจะมีการปรับปรุงให้สว่างขึ้น ก็ควรจะพกไฟฉายติดตัวไปด้วย ส่วนบริเวณโดยรอบของอุโมงค์แห่งนี้ ยังคงเหลือซากแห่งสงคราม อาทิ รถถัง เครื่องบิน วัตถุระเบิด และหลุมระเบิดขนาดใหญ่ซึ่งกลายเป็นบ่อเลี้ยงปลาไปแล้ว


• จัตุรัสโฮจิมินห์ (Tran Nguyen Hai Statue)
ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองโฮจิมินห์ จุดเริ่มต้นของการเดินทางท่องเที่ยวในเมืองโฮจิมินห์ แนะนำให้มาเริ่มตรงใจกลางแห่งนี้ เพราะสามารถไปยังจุดอื่นๆ ได้ง่าย โดยจุดนี้จะมีรูปปั้นของอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ กับเด็กๆ ด้านหลังเป็นศาลาว่าการเมือง ซึ่งดูแปลกตาในสไตล์ฝรั่งเศส ถ้ามองจากตรงนี้สามารถมองให้เห็นถึงความจอแจของเมืองใหญ่ เพราะที่นี่นอกจากจะเป็นศูนย์กลางของเมืองแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางของการค้าอีกด้วย คล้ายกับสีลมของเมืองไทย แต่รถไม่ติดเพราะที่เมืองนี้มีรถยนต์น้อย มีรถมอเตอร์ไซด์มากกว่า เวลาข้ามถนนต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
• ตลาดบินถั่น (Ben Thanh Market)
ตั้งอยู่บนถนนเลเลย (Le Loi) ใกล้ๆ กับจัตุรัสโฮจิมินห์ ได้รับการก่อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2457 บนพื้นที่ประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีหอนาฬิกาอยู่ด้านหน้าเป็นสัญลักษณ์ ตลาดแห่งนี้ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งจากคนพื้นเมืองและนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะมีสินค้าจำหน่ายมากมายทั้งเสื้อผ้า กระเป๋าเดินทาง เป้ นาฬิกา ของที่ระลึก อาหาร เครื่องเทศ ไปจนถึงอาหารสด และดอกไม้ ราคาไม่แพง

• โรงละคร (Opera House)
ตั้งอยู่บนถนนเลเลย สร้างในปี พ.ศ. 2402 เพื่อใช้แสดงอุปรากร แต่ได้ถูกใช้ให้เป็นสำนักงานใหญ่ของสภาแห่งชาติเวียตนามใต้ แต่ทุกวันนี้ก็ใช้งานเหมือนเดิม ทุกๆ สัปดาห์จะมีการแสดงแตกต่างกันออกไป ช่วงเวลากลางคืนชาวเวียตนามยังมีความเคลื่อนไหวอย่างร่าเริงด้วย โดยเฉพาะบริเวณลานน้ำพุ ที่จะมีชาวเวียตนามและชาวต่างชาติมานั่งพักผ่อนกันทุกคืน และสุดลานน้ำพุมองออกไปจะเป็นที่ตั้งของโรงละคร ที่ชาวเวียตนามออกเสียงว่าโรงละครยาฮดแถงห์โฝ (Nha hat Thanh Pho) ซึ่งหันหน้าออกถนนดงเค่ย ระหว่างโรงแรมคาราเวลล์และโรงแรมคอนติเนนตัล

• โบสถ์นอร์ทเธอดาม (Notre Dame Cathedral)
ตั้งอยู่บริเวณกลางเมือง บนถนน Han Thuyen ได้รับการก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2420 ใช้ระยะเวลาการสร้าง 6 ปี โบสถ์นี้ไม่มีการประดับด้วยกระจกสีเหมือนโบสถ์คริสต์ที่อื่น เพราะได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สำหรับโบสถ์แห่งนี้ได้รับการยกย่องว่ามีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในเวียตนาม โดยในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากมาย ลักษณะของตัวโบสถ์เป็นรูปแบบของสมัยอาณานิคม มีหอคอยคู่สี่เหลี่ยมอยู่ด้านบนสูง 40 เมตร เป็นเอกลักษณ์ที่งดงามของโบสถ์แห่งนี้ ด้านหน้าโบสถ์มีรูปปั้นขนาดใหญ่สีขาวเด่นเป็นสง่าของพระแม่มารี นักท่องเที่ยวนิยมเข้ามาชมกันมาก เพราะเป็นเสมือนสัญลักษณ์ร่วม อันหมายถึงการเข้ามาของตะวันตก และเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของโฮจิมินห์

• ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์ (Main Post Office)
ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองโฮจิมินห์ ใกล้กับโบสถ์นอร์ทเธอดาม ได้รับการก่อสร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2439 เสร็จในปี พ.ศ. 2444 มีการออกแบบและก่อสร้างในสไตล์ฝรั่งเศสและได้รับการออกแบบตกแต่งอย่างงดงามด้วยกระจกสี เป็นไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเวียตนาม มีความโอ่โถงและอ่อนช้อยทว่ามั่นคง จนทำให้นักออกแบบมากมายต้องมาศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบตกแต่งอาคารแห่งนี้ ภายในตัวอาคารมีการระดับภาพแผนที่ทางทะเลโบราณ และภาพของอดีตผู้นำประเทศโฮจิมินห์ มีการบริการทั้งการส่งจดหมาย แสตมป์เพื่อการสะสม โปสการ์ด โทรศัพท์ระหว่างประเทศในอัตราค่าบริการมาตรฐาน

• สวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ (Zoo & Botanic Gardens)
ตั้งอยู่สุดถนนเลหย่วน สามารถนั่งรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างหรือเดินไปก็ได้ สถานที่นี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2407 มีต้นไม้ใหญ่มากมาย และมีการจัดแต่งสวนเป็นอย่างดี มีสวนกล้วยไม้เก็บรวบรวมชนิดพรรณพื้นเมืองไว้พอสมควร หากต้องการพักผ่อนในที่ที่ร่มรื่นแนะนำให้ไปที่สวนถ่าวกัมเวียน (Thao Cam Vien) หรือสวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ ซึ่งเป็นทางเลือกที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับหลบหลีกจากความอึกทึกวุ่นวายตามท้องถนนและเป็นสถานที่ที่เงียบสงบมากที่สุดในโฮจิมินห์ซิตี้ จุดที่ไม่ควรพลาดอีกจุดหนึ่งคือ ด้านหน้าทางเข้ามีช้างหล่อตัวหนึ่ง ได้รับการพระราชทานจากระเจ้าอยู่หัวของไทยในสมัยนั้นครั้งเมื่อไปเยือนประเทศอินโดจีน ได้มีการจารึกเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษไว้ที่แท่นด้านหน้าว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงสยาม พระราชทานไว้ให้เป็นที่ระลึก ในการที่ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังประเทศอินโดจีนเป็นครั้งแรก เสด็จพระราชดำเนินขึ้นที่เมืองไซ่ง่อน เมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2473” ด้านในสวนพฤษศาสตร์มีสัตว์ให้ชมอยู่หลายประเภท

• พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติ (History Museum)
ตั้งอยู่ใกล้กับ สวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ สร้างโดยฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ. 2470 เป็นตึกทรงยุโรปที่งดงามมากอีกแห่งหนึ่ง ชาวเวียตนามเรียกตึกนี้ว่า เวียนบ่าวตางหลิกสือ (Vien Bao Tang Lich Su) ที่นี่มีโบราณวัตถุที่แสดงถึงวิวัฒนาการของวัฒนธรรมต่างๆ ในเวียตนาม ตั้งแต่อารยธรรมยุคสำริดดงเซิน ไปจนถึงอารยธรรมฟูนัน จาม และเขมร ในบรรดาสิ่งที่จัดแสดงไว้มีโบราณวัตถุยุคหิน สำริด ศิลาจารึก กลองมโหระทึก เครื่องปั้นดินเผางานศิลปะของชาวจาม และเครื่องแต่งกายพื้นเมืองของชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆ บนชั้นสามทางด้านหลังของอาคารมีห้องสมุดวิจัยที่เก็บรวบรวมหนังสือจากยุคฝรั่งเศสที่น่าสนใจไว้เป็นจำนวนมาก

• พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Museum)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไซ่ง่อนและแม่น้ำเบนเหง่ สามารถนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างหรือแท็กซี่ ห่างจากใจกลางเมืองเพียง 5 กิโลเมตร พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ ก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2406 และต่อเนื่องผูกพันกับโฮจิมินห์ในวัยหนุ่มมาก จนไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสและกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะนำประเทศเข้าสู่การปฏิวัติและการขับไล่ชาติตะวันตกรวมถึงการรวมเวียตนามเหนือและเวียตนามใต้ให้เป็นประเทศเวียตนาม
พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ เป็นสถานที่จัดแสดงเรื่องราวส่วนตัวของอดีตผู้นำประเทศเวียตนาม และการต่อสู้เพื่อเรียกร้องเสรีภาพกับชาติตะวันตก และต่อสู้เพื่อปกป้องอธิปไตยของคนในชาติอีกด้วย มีการจัดแสดงเรื่องราวต่างๆ ไว้เป็นหมวดหมู่น่าสนใจ สำหรับอาคารพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์นี้ มีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า บ้านมังกร พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ ก็เป็นเสมือนสถานที่ส่วนตัวทั่วๆ ไป ทุกห้องทุกชั้นมีเฉพาะเรื่องราวของเจ้าของบ้านเต็มไปหมด มีการจัดอย่างเป็นระเบียบ มีการแบ่งหมดหมู่อย่างชัดเจน อาคารนี้มี 2 ชั้น บนระเบียงชั้นสอง สามารถมองเห็นสายน้ำไซ่ง่อนได้เป็นอย่างดี มีเรือบรรทุกสินค้าลำใหญ่จอดอยู่มากมาย

• ทำเนียบของอดีตประธานาธิบดีเวียดนามใต้ (Reunification Palace)
• ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองโฮจิมินห์ ทำเนียบของอดีตประธานาธิบดี ปัจจุบันเรียกกันว่าทองยัด และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ด้วย อาคารทันสมัยหลังใหญ่นี้รายรอบด้วยสวนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นทำเนียบของผู้ว่าการชาวฝรั่งเศสที่เรียกว่า ทำเนียบนโรดม (Norodom Palace) ซึ่งมีอายุย้อนหลังไปถึงปี พ.ศ. 2411 หลังจากที่ข้อตกลงเจนีวานำจุดจบมาสู่การยึดครองของฝรั่งเศส โงดินห์เดียม ประธานาธิบดีของเวียดนามใต้ได้พำนักอยู่ในทำเนียบแห่งนี้
• ในปี พ.ศ. 2506 ทำเนียบนี้ถูกทิ้งระเบิดโดยทหารอากาศเวียตนาใต้และได้มีการสร้างอาคารใหม่ที่รู้จักกันในชื่อ ทำเนียบอิสรภาพ (Independence Palace) ขึ้นแทนที่โครงสร้างเก่าถูกทำลาย อาคารปัจจุบันออกแบบโดยโงเวียดทู (Ngo Viet Thu) สถาปนิคชาวเวียตนามผู้สำเร็จการศึกษาจากฝรั่งเศส และสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2509 ก่อนจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 เมื่อกองกำลังคอมมิวนิสต์ได้เคลื่อนขบวนรถถังเข้าชนประตูเหล็กด้านหน้าของทำเนียบและโค่นรัฐบาลเวียตนามใต้ลง
• ทุกวันที่ทำเนียบเดิมถูกเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมได้ โดยทุกสิ่งทุกอย่างถูกทิ้งไว้ให้เสมือนสภาพเดิมในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2509 โดยชั้นล่างเป็นห้องจัดเลี้ยง ห้องโถงใหญ่ซึ่งรัฐบาลเวียตนามใต้ประกาศยอมแพ้และห้องเล็กถูกใช้สำหรับการบรรยายสรุปประจำวันทางทหาร ในระหว่างช่วงก่อนที่รัฐบาลเวียตนามใต้จะถูกโค่น
• ส่วนชั้นที่สองเป็นห้องรับรองของประธานาธิบดีตรันวันเฮือง และห้องรับรองของประธานาธิบดีเทียว ซึ่งเพียบพร้อมด้วยห้องนอน ห้องรับประทานอาหาร และห้องสวดมนต์แบบคาทอลิค ชั้นสามเป็นห้องรับรองของภริยาประธานาธิบดี และชั้นที่สี่เป็นห้องฉายภาพยนตร์ส่วนตัวและลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งจากที่นี่จะสมารถเห็นทิวทัศน์อันงดงามของถนนเลหย่วน (Le Duan Boulevard) ได้เป็นอย่างดี
• ด้านหลังทำเนียบเป็นสาธารณะกงเวียดวันฮวา (Cong Vien Van Hoa) ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวร่มรื่นสบายตา ด้านหน้าถนนเลหย่วน ถูกกั้นไว้ด้วยสวนสาธารณะใหญ่แห่งหนึ่งที่ร่มครึ้มด้วยไม้ใหญ่ บริเวณด้านหนึ่งใกล้กับถนนไทวันลุง (Thai Van Lung) สำนักงานของโครงการอพยพอย่างมีระเบียบของอเมริกัน (American Orderly Departure Program) ซึ่งตั้งอยู่ในปี พ.ศ. 2523 เพื่อให้ความช่วยเหลือเด็กลูกครึ่งอเมริกัน-เอเชีย และผู้ลี้ภัยทางการเมืองอยู่บริเวณใกล้ๆ นั้น

นครโฮจิมินห์ แหล่งท่องเที่ยวโฮจิมินห์ซิตี้


• จัตุรัสโฮจิมินห์ (Tran Nguyen Hai Statue)
ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองโฮจิมินห์ จุดเริ่มต้นของการเดินทางท่องเที่ยวในเมืองโฮจิมินห์ แนะนำให้มาเริ่มตรงใจกลางแห่งนี้ เพราะสามารถไปยังจุดอื่นๆ ได้ง่าย โดยจุดนี้จะมีรูปปั้นของอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ กับเด็กๆ ด้านหลังเป็นศาลาว่าการเมือง ซึ่งดูแปลกตาในสไตล์ฝรั่งเศส ถ้ามองจากตรงนี้สามารถมองให้เห็นถึงความจอแจของเมืองใหญ่ เพราะที่นี่นอกจากจะเป็นศูนย์กลางของเมืองแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางของการค้าอีกด้วย คล้ายกับสีลมของเมืองไทย แต่รถไม่ติดเพราะที่เมืองนี้มีรถยนต์น้อย มีรถมอเตอร์ไซด์มากกว่า เวลาข้ามถนนต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
• ตลาดบินถั่น (Ben Thanh Market)
ตั้งอยู่บนถนนเลเลย (Le Loi) ใกล้ๆ กับจัตุรัสโฮจิมินห์ ได้รับการก่อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2457 บนพื้นที่ประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีหอนาฬิกาอยู่ด้านหน้าเป็นสัญลักษณ์ ตลาดแห่งนี้ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งจากคนพื้นเมืองและนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะมีสินค้าจำหน่ายมากมายทั้งเสื้อผ้า กระเป๋าเดินทาง เป้ นาฬิกา ของที่ระลึก อาหาร เครื่องเทศ ไปจนถึงอาหารสด และดอกไม้ ราคาไม่แพง

• โรงละคร (Opera House)
ตั้งอยู่บนถนนเลเลย สร้างในปี พ.ศ. 2402 เพื่อใช้แสดงอุปรากร แต่ได้ถูกใช้ให้เป็นสำนักงานใหญ่ของสภาแห่งชาติเวียตนามใต้ แต่ทุกวันนี้ก็ใช้งานเหมือนเดิม ทุกๆ สัปดาห์จะมีการแสดงแตกต่างกันออกไป ช่วงเวลากลางคืนชาวเวียตนามยังมีความเคลื่อนไหวอย่างร่าเริงด้วย โดยเฉพาะบริเวณลานน้ำพุ ที่จะมีชาวเวียตนามและชาวต่างชาติมานั่งพักผ่อนกันทุกคืน และสุดลานน้ำพุมองออกไปจะเป็นที่ตั้งของโรงละคร ที่ชาวเวียตนามออกเสียงว่าโรงละครยาฮดแถงห์โฝ (Nha hat Thanh Pho) ซึ่งหันหน้าออกถนนดงเค่ย ระหว่างโรงแรมคาราเวลล์และโรงแรมคอนติเนนตัล

• โบสถ์นอร์ทเธอดาม (Notre Dame Cathedral)
ตั้งอยู่บริเวณกลางเมือง บนถนน Han Thuyen ได้รับการก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2420 ใช้ระยะเวลาการสร้าง 6 ปี โบสถ์นี้ไม่มีการประดับด้วยกระจกสีเหมือนโบสถ์คริสต์ที่อื่น เพราะได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สำหรับโบสถ์แห่งนี้ได้รับการยกย่องว่ามีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในเวียตนาม โดยในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากมาย ลักษณะของตัวโบสถ์เป็นรูปแบบของสมัยอาณานิคม มีหอคอยคู่สี่เหลี่ยมอยู่ด้านบนสูง 40 เมตร เป็นเอกลักษณ์ที่งดงามของโบสถ์แห่งนี้ ด้านหน้าโบสถ์มีรูปปั้นขนาดใหญ่สีขาวเด่นเป็นสง่าของพระแม่มารี นักท่องเที่ยวนิยมเข้ามาชมกันมาก เพราะเป็นเสมือนสัญลักษณ์ร่วม อันหมายถึงการเข้ามาของตะวันตก และเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของโฮจิมินห์

• ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์ (Main Post Office)
ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองโฮจิมินห์ ใกล้กับโบสถ์นอร์ทเธอดาม ได้รับการก่อสร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2439 เสร็จในปี พ.ศ. 2444 มีการออกแบบและก่อสร้างในสไตล์ฝรั่งเศสและได้รับการออกแบบตกแต่งอย่างงดงามด้วยกระจกสี เป็นไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเวียตนาม มีความโอ่โถงและอ่อนช้อยทว่ามั่นคง จนทำให้นักออกแบบมากมายต้องมาศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบตกแต่งอาคารแห่งนี้ ภายในตัวอาคารมีการระดับภาพแผนที่ทางทะเลโบราณ และภาพของอดีตผู้นำประเทศโฮจิมินห์ มีการบริการทั้งการส่งจดหมาย แสตมป์เพื่อการสะสม โปสการ์ด โทรศัพท์ระหว่างประเทศในอัตราค่าบริการมาตรฐาน

• สวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ (Zoo & Botanic Gardens)
ตั้งอยู่สุดถนนเลหย่วน สามารถนั่งรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างหรือเดินไปก็ได้ สถานที่นี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2407 มีต้นไม้ใหญ่มากมาย และมีการจัดแต่งสวนเป็นอย่างดี มีสวนกล้วยไม้เก็บรวบรวมชนิดพรรณพื้นเมืองไว้พอสมควร หากต้องการพักผ่อนในที่ที่ร่มรื่นแนะนำให้ไปที่สวนถ่าวกัมเวียน (Thao Cam Vien) หรือสวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ ซึ่งเป็นทางเลือกที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับหลบหลีกจากความอึกทึกวุ่นวายตามท้องถนนและเป็นสถานที่ที่เงียบสงบมากที่สุดในโฮจิมินห์ซิตี้ จุดที่ไม่ควรพลาดอีกจุดหนึ่งคือ ด้านหน้าทางเข้ามีช้างหล่อตัวหนึ่ง ได้รับการพระราชทานจากระเจ้าอยู่หัวของไทยในสมัยนั้นครั้งเมื่อไปเยือนประเทศอินโดจีน ได้มีการจารึกเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษไว้ที่แท่นด้านหน้าว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงสยาม พระราชทานไว้ให้เป็นที่ระลึก ในการที่ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังประเทศอินโดจีนเป็นครั้งแรก เสด็จพระราชดำเนินขึ้นที่เมืองไซ่ง่อน เมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2473” ด้านในสวนพฤษศาสตร์มีสัตว์ให้ชมอยู่หลายประเภท

• พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติ (History Museum)
ตั้งอยู่ใกล้กับ สวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ สร้างโดยฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ. 2470 เป็นตึกทรงยุโรปที่งดงามมากอีกแห่งหนึ่ง ชาวเวียตนามเรียกตึกนี้ว่า เวียนบ่าวตางหลิกสือ (Vien Bao Tang Lich Su) ที่นี่มีโบราณวัตถุที่แสดงถึงวิวัฒนาการของวัฒนธรรมต่างๆ ในเวียตนาม ตั้งแต่อารยธรรมยุคสำริดดงเซิน ไปจนถึงอารยธรรมฟูนัน จาม และเขมร ในบรรดาสิ่งที่จัดแสดงไว้มีโบราณวัตถุยุคหิน สำริด ศิลาจารึก กลองมโหระทึก เครื่องปั้นดินเผางานศิลปะของชาวจาม และเครื่องแต่งกายพื้นเมืองของชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆ บนชั้นสามทางด้านหลังของอาคารมีห้องสมุดวิจัยที่เก็บรวบรวมหนังสือจากยุคฝรั่งเศสที่น่าสนใจไว้เป็นจำนวนมาก

• พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Museum)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไซ่ง่อนและแม่น้ำเบนเหง่ สามารถนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างหรือแท็กซี่ ห่างจากใจกลางเมืองเพียง 5 กิโลเมตร พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ ก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2406 และต่อเนื่องผูกพันกับโฮจิมินห์ในวัยหนุ่มมาก จนไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสและกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะนำประเทศเข้าสู่การปฏิวัติและการขับไล่ชาติตะวันตกรวมถึงการรวมเวียตนามเหนือและเวียตนามใต้ให้เป็นประเทศเวียตนาม
พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ เป็นสถานที่จัดแสดงเรื่องราวส่วนตัวของอดีตผู้นำประเทศเวียตนาม และการต่อสู้เพื่อเรียกร้องเสรีภาพกับชาติตะวันตก และต่อสู้เพื่อปกป้องอธิปไตยของคนในชาติอีกด้วย มีการจัดแสดงเรื่องราวต่างๆ ไว้เป็นหมวดหมู่น่าสนใจ สำหรับอาคารพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์นี้ มีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า บ้านมังกร พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ ก็เป็นเสมือนสถานที่ส่วนตัวทั่วๆ ไป ทุกห้องทุกชั้นมีเฉพาะเรื่องราวของเจ้าของบ้านเต็มไปหมด มีการจัดอย่างเป็นระเบียบ มีการแบ่งหมดหมู่อย่างชัดเจน อาคารนี้มี 2 ชั้น บนระเบียงชั้นสอง สามารถมองเห็นสายน้ำไซ่ง่อนได้เป็นอย่างดี มีเรือบรรทุกสินค้าลำใหญ่จอดอยู่มากมาย

• ทำเนียบของอดีตประธานาธิบดีเวียดนามใต้ (Reunification Palace)
• ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองโฮจิมินห์ ทำเนียบของอดีตประธานาธิบดี ปัจจุบันเรียกกันว่าทองยัด และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ด้วย อาคารทันสมัยหลังใหญ่นี้รายรอบด้วยสวนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นทำเนียบของผู้ว่าการชาวฝรั่งเศสที่เรียกว่า ทำเนียบนโรดม (Norodom Palace) ซึ่งมีอายุย้อนหลังไปถึงปี พ.ศ. 2411 หลังจากที่ข้อตกลงเจนีวานำจุดจบมาสู่การยึดครองของฝรั่งเศส โงดินห์เดียม ประธานาธิบดีของเวียดนามใต้ได้พำนักอยู่ในทำเนียบแห่งนี้
• ในปี พ.ศ. 2506 ทำเนียบนี้ถูกทิ้งระเบิดโดยทหารอากาศเวียตนาใต้และได้มีการสร้างอาคารใหม่ที่รู้จักกันในชื่อ ทำเนียบอิสรภาพ (Independence Palace) ขึ้นแทนที่โครงสร้างเก่าถูกทำลาย อาคารปัจจุบันออกแบบโดยโงเวียดทู (Ngo Viet Thu) สถาปนิคชาวเวียตนามผู้สำเร็จการศึกษาจากฝรั่งเศส และสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2509 ก่อนจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 เมื่อกองกำลังคอมมิวนิสต์ได้เคลื่อนขบวนรถถังเข้าชนประตูเหล็กด้านหน้าของทำเนียบและโค่นรัฐบาลเวียตนามใต้ลง
• ทุกวันที่ทำเนียบเดิมถูกเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมได้ โดยทุกสิ่งทุกอย่างถูกทิ้งไว้ให้เสมือนสภาพเดิมในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2509 โดยชั้นล่างเป็นห้องจัดเลี้ยง ห้องโถงใหญ่ซึ่งรัฐบาลเวียตนามใต้ประกาศยอมแพ้และห้องเล็กถูกใช้สำหรับการบรรยายสรุปประจำวันทางทหาร ในระหว่างช่วงก่อนที่รัฐบาลเวียตนามใต้จะถูกโค่น
• ส่วนชั้นที่สองเป็นห้องรับรองของประธานาธิบดีตรันวันเฮือง และห้องรับรองของประธานาธิบดีเทียว ซึ่งเพียบพร้อมด้วยห้องนอน ห้องรับประทานอาหาร และห้องสวดมนต์แบบคาทอลิค ชั้นสามเป็นห้องรับรองของภริยาประธานาธิบดี และชั้นที่สี่เป็นห้องฉายภาพยนตร์ส่วนตัวและลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งจากที่นี่จะสมารถเห็นทิวทัศน์อันงดงามของถนนเลหย่วน (Le Duan Boulevard) ได้เป็นอย่างดี
• ด้านหลังทำเนียบเป็นสาธารณะกงเวียดวันฮวา (Cong Vien Van Hoa) ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวร่มรื่นสบายตา ด้านหน้าถนนเลหย่วน ถูกกั้นไว้ด้วยสวนสาธารณะใหญ่แห่งหนึ่งที่ร่มครึ้มด้วยไม้ใหญ่ บริเวณด้านหนึ่งใกล้กับถนนไทวันลุง (Thai Van Lung) สำนักงานของโครงการอพยพอย่างมีระเบียบของอเมริกัน (American Orderly Departure Program) ซึ่งตั้งอยู่ในปี พ.ศ. 2523 เพื่อให้ความช่วยเหลือเด็กลูกครึ่งอเมริกัน-เอเชีย และผู้ลี้ภัยทางการเมืองอยู่บริเวณใกล้ๆ นั้น

ข้อมูลการท่องเที่ยวประเทศเวียดนาม

ประเทศเวียดนาม มีรูปร่างคล้ายตัว S ทอดตัวยาวเหยียดไปตามแหลมอินโดจีน ด้านตะวันออกติดทะเลจีนใต้ ด้านเหนือติดจีน ด้านตะวันตกติดลาว และกัมพูชา สามในสี่ของพื้นที่เป็นภูเขาและป่า ครอบคลุมทะเล ไหล่ทวีป และหมู่เกาะนับพันเกาะจากอ่าวตังเกี๋ยจรดอ่าวไทย รวมทั้งหมู่เกาะสแปรตลีและพาราเซลที่จีนและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศแย่งกันอ้างกรรมสิทธิ์ สาเหตุเป็นเพราะมีแหล่งน้ำมันใต้ดินที่อุดมสมบูรณ์

แผนที่ประเทศเวียดนาม